ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักรเก็นโซเคียว สมัครสมาชิกแล้วมาคุยกันค่ะ ^^
...ใครที่หลงเข้ามาที่นี่ด้วยการอ่านโปสเตอร์ที่ มจพ. กรุณาแนะนำตัวก่อนที่ กองบัญชาการชมรมเฮเคียว...
ที่นี่รับสมัครทีมงานเป็นจำนวนมาก อ่านรายละเอียด ที่นี่~
ยินดีต้อนรับ Anity&KO-TAKU เพื่อนบ้านของเราคนใหม่ ด้วยความยินดียิ่งค่ะ~~ 'w'
การประกวดหา"เทพีม่วง-ชมพู"ครั้งที่ 1 เริ่มต้นแล้วนะคะ อ่านรายละเอียดที่นี่~
ระยะนี้บอร์ดเริ่มเงียบๆ ช่วยๆกันรั่วหน่อยนะคะ ^^"
มาโตะ said : อะต้าาาาาาาา~~!!!

นาฬิกา

ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ


    โอตาคุ? คืออะไร

    Share

    ForADeadGiRL
    大使海外から
    大使海外から

    จำนวนข้อความ : 362
    Points : 1414
    Reputation : 1
    Join date : 19/07/2010
    Age : 21
    ที่อยู่ : อยู่บ้านหลังเดียวกันกับLuka

    โอตาคุ? คืออะไร

    ตั้งหัวข้อ by ForADeadGiRL on Mon Jul 26, 2010 11:42 pm

    Otaku คืออะไร?
    หลายๆคนอาจจะเข้าใจว่าเหล่า Otaku คือพวกหื่น พวกเก็บกด หรือเป็นพวกหน้ามอ ซึ่งสาวๆหลายคนคิดแบบนั้น แต่จริงๆแล้วมันไม่ใช่อย่างที่พวกคุณคิดกันนะ จริงๆแล้ว ความหมายของคำว่า Otaku ก็คือ บุคคลที่ชื่นชอบการ์ตูน หรือ เซ็นไท มากๆ มากขนาดไหนน่ะเหรอ ขนาดที่ว่าคุณจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้ถ้าขาด การ์ตูน กับ เซ็นไท

    Otaku แบ่งออกเป็นกี่ประเภท? อะไรบ้าง?
    จริงๆแล้ว Otaku นั่นไม่ได้มีแค่แบบเดียว มันแบ่งออกเป็น 5 ประเภท มีดังนี้

    1.Cartoon Otaku
    คือ กลุ่มคนที่ชื่นชอบการ์ตูนเป็นอย่างมาก ขนาดที่ว่าหาซื้อมาเก็บสะสม ทั้งโปสเตอร์ DVD และฟิกเก้อหรือแม้กระทั่งตามไปโหลดการ์ตูนทางเน็ต หรือไม่ก็อดทนไปเรียนภาษาญี่ปุ่นเพื่อมาดูการ์ตูนหรือยอมเสียเงินเพื่อเป็นสมาชิกนิตยสารรายสัปดาห์ของญี่ปุ่น ยกตัวอย่าง Gs , Jump และก็ยอมทุ่มเทเงินทองของคุณเพื่อการ์ตูนที่คุณชอบโดยไม่เสียดายแม้สิ่งของบางอย่างจะต้องเดินทางไปถึงญี่ปุ่นเพื่อไปหาซื้อ ท่านก็ยอม อะไรประมาณนั้น

    2.Sentai Otaku
    คือ กลุ่มคนที่ชื่นชอบหนังแปลงร่างหรือหนังขบวนการเป็นชีวิตจิตใจ สินค้าที่เกี่ยวกับหนังแปลงร่างหรือหนังขบวนการ พวกเค้าเหล่านี้จะกวาดเรียบ คนกลุ่มนี้จะอัพเดตข่าวได้ไวมาก และส่วนใหญ่ คนกลุ่มนี้จะเป็นคนที่ค่อนข้างจะมีอายุพอสมควร

    3.Cosplay Otaku
    คือ กลุ่มคนที่ชื่นชอบการแต่งตัวเลียนแบบตัวการ์ตูนหรือเซ็นไทกับหนังต่างๆ โดยพวกเค้าจะชอบแต่งคอสมาตามงานต่างๆ

    4.Gamer Otaku
    คือ กลุ่มคนที่ชื่นชอบการเล่นเกมเป็นชีวิตจิตใจ เล่นมันทุกแนว เล่นมันแทบทุกประเภท คุณจะพบกลุ่มคนเหล่านี้ได้ง่าย ตามงานแข่งเกมต่างๆ เพราะกลุ่มคนพวกนี้มักจะชอบมาประลองฝีมือกันตามงาน พวกนี้ หาได้ไม่ยาก ส่วนใหญ่จะเป็นพวกวัยรุ่น

    5.Original Otaku
    ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าออริจินอล หมายถึง กลุ่มคนที่ชื่นชอบกระทำตามหัวข้อทั้ง4 ข้างต้น ที่ผมได้กล่าวไว้แล้ว ซึ่งถ้าคุณต้องการจะอยู่ในกลุ่มนี้ คุณต้องมีเงินทุนที่มากพอสมควรเลยล่ะ เพราะคุณจะชื่นชอบ มันทุกอย่างเลย ใน 4 ข้อ ที่ผมได้กล่าวไว้

    Phase 1 การแต่งกายสไตล์ Otaku หรือดูยังไงว่าใครคือ Otaku

    เราจะขอไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยละกันนะ

    1.ทรงผม
    ส่วนใหญ่ Otaku จะนิยมไว้ผมสั้น (ทรงอะไรก็ได้ ให้มันสั้นเป็นใช้ได้)เพราะพวกเค้าต้องเดินทางบ่อย (ไปงานต่างๆ) จึงไม่นิยมที่จะไว้ผมยาว แบบ โลโซ

    2.ใบหน้า
    ส่วนใหญ่ Otaku มักจะนิยมใส่แว่น หรือไม่ก็ ไว้หนวด ไว้เครานิดๆ ตามสไตล์ ของ Otaku แต่ละคน

    3.เสื้อผ้า
    ส่วนใหญ่ Otaku จะนิยมใส่เสื้อคอกลม แขนสั้น หรือ ไม่ก็ เสื้อเชิ้ต แขนสั้น เพราะจะได้ไม่ร้อนมาก (แนะนำว่าไม่ควรจะใส่เสื้อหลายชั้น เพราะท่านอาจจะเป็นลมได้ ถ้าไปเดินในงานที่คนเยอะๆ) ส่วนกางเกงนั้น เหล่า Otaku มักจะนิยม ใส่ยีนกันซะเป็นส่วนใหญ่ (เพราะคงไม่มีใครใส่กางเกงสแล้กไปงานการ์ตูนต่างๆหรอกนะ)

    4.รองเท้า
    ส่วนใหญ่ Otaku มักจะนิยมใส่รองเท้าแตะ หรือเต็มที่ก็แค่รองเท้าผ้าใบเท่านั้น ไม่เน้นหรู เพราะจะได้เดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกและรวดเร็วทันใจ

    5 เครื่องประดับ เพื่อเสริมความเป็น Otaku
    ส่วนใหญ่ เหล่า Otaku มักจะสะพายเป้ หรือไม่ก็พกกล้องถ่ายรูปติดตัวไว้ตลอดเวลา

    เครดิต
    http://writer.dek-d.com/Writer/story/viewlongc.php?id=207971&chapter=30


    _________________
    I Love U Anime-Activate *0*



    โปรโมทเทพีม่วง-ชมพู ของนายเม *0*

    samurai13
    モデレータ
    モデレータ

    จำนวนข้อความ : 337
    Points : 1359
    Reputation : 22
    Join date : 17/07/2010
    Age : 26
    ที่อยู่ : Thailand

    Re: โอตาคุ? คืออะไร

    ตั้งหัวข้อ by samurai13 on Tue Jul 27, 2010 2:25 pm

    ของผมอยู่กลุ่มที่1,3ส่วนการแต่งตัว
    ผมใส่แว่นเพราะตาสั้น(ดูอนิเมะมากไปหน่อย)
    ทรงผมรอมันยาวอยู่
    เสื้อผ้าใส่คอปก หรอไม่ก็อะไรก็ได้ที่ใส่แล้วดูเนียบ(ใส่สูทผูกไทด์อะไรประมานนั้น)
    รองเท้าอะไรก็ได้ที่เข้ากับเสื้อผ้า
    เครื่องประดับก็กระเป๋าเป้สวยๆสักใบ


    _________________

    เป็นเพียงผู้ชายคนหนึ่งที่สุดแสนจะธรรมดาและหาได้ทั่วไปบนโลกใบนี้
    ใครอยากดูหรือต้องการจะดูอนิเมะเรื่องอะไรลอง PM ชื่ออนิเมะเรื่องนั้นๆมาบอกผมนะครับถ้าหาได้จะเอามาลงให้ครับ ย้ำว่าเฉพาะเรื่องที่ยังไม่มี LC ในไทยนะครับ
    เรื่องรีเควสอนิเมะมีอีกทางหนึ่งคือกระทู้รีเควสในห้องดาวโหลดนะครับ อ่านกฏการรีเควสก่อนนะครับ ไม่งั้นอาจโดนแบนได้นะครับ

    Otahentaiku01
    三番の妖怪
    三番の妖怪

    จำนวนข้อความ : 84
    Points : 457
    Reputation : 0
    Join date : 20/08/2010
    ที่อยู่ : อยู่ในสิ่งที่ตัวเองคิดว่าอยู่

    Re: โอตาคุ? คืออะไร

    ตั้งหัวข้อ by Otahentaiku01 on Wed Aug 25, 2010 7:25 pm

    O T A K U ความหมายที่แท้จริงของโอตาคุคืออะไร...?
    posted on 21 Apr 2008 07:54 by bigvenarin in 0TAKU-DATA, AnimuNzNews
    คำว่าโอตากุนั้นคืออะไรกันแน่...!?
    หาคำตอบได้ในนี้ครับ...!!

    บทความนี้ได้เคยลงไปแล้วครั้งนึงเมื่อหลายปีก่อน ซึ้งต้องของนำกลับมาอีกครั้ง
    ข้อความต่อจากนี้เป็นข้อความเห็นจากที่ต่างๆของผู้คนที่คิดเกี่ยวกับเรื่องของ
    OTAKU(โอตาคุ) แต่จากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมาที่ได้พบปะกับ
    โอตาคุในไทยนั้น ช่างมีหลายแบบเสียเหลือเกิน จนพี่เองมีความคิดว่า
    Otaku ในแต่ล่ะที่ แต่ล่ะประเทศไม่เหมือนกันเท่าไรนัก อยู่ที่ สังคม
    วัฒนธรรม ต่างๆที่ไม่เหมือนกัน จึงเกิดความคิดที่ว่า....

    O T A K U นั้นมีหลายชั้น หลายระดับ
    (เหมือนดังหัวหอมที่มีหลายๆชั้นนะล่ะ...!)

    O T A K U นั้นมีทั้ง ด้านมืด และ ด้านสว่าง
    (ยังกะ Starwars เลยง่ะ อิอิอิ)

    O T A K U นั้นคือ แฟนพันธุ์แท้ดีๆนี่เอง
    (เพราะคนเราทุกคนต้องมีดี...ไม่อย่างใดก็อย่างนึง)

    ลองอ่านอยู่เพื่อความรู้น่ะครับ บางข้อความอาจแรงไปบ้างแต่ก็พอรับได้
    จริงๆที่เขียนและนำบทความเหล่านี้มาลงเพราะว่ามีบทความนึงใน โพสทุเดย์
    ได้ลงข้อความเรื่อง โอตาคุ อย่างผิดๆลงไปมากมายจนตอนนี้ ข้อความนี้ได้ถูก
    ลบออกไปจาก โพสทูเดย์ แล้วครับ ท่านอ่านแล้วคงจะเข้าใจว่า O T A K U
    ไม่ใช่เรื่อง เลวทรามเลย...!! บทความนี้พี่ได้เก็บข้อมูลเป็นครั้งแรกใน
    Gamer Gate เมื่อประมาณต้นปี 2005 ในกรณีการชี้แจง เรื่องความเข้าใจผิด
    ในเรื่องของ โอตากุ ในเวบไซต์ข่าว โพสทูเดย์ ที่ว่า ต่อมาถูกนำไปเขียน
    ให้สมบูรณ์ขึ้นใน after2k.net และถูกลงในอีกหลายเวบไซด์ต่อมาพอสมควร
    ===============================================

    ว่าด้วยเรื่องของโอตาคุ... มันคืออะไรแน่?

    คำว่า OTAKU(โอตาคุ) ที่จริงแล้วความหมายในวงการที่ญี่ปุ่นคืออะไร
    และแน่ใจแล้วหรือที่อยากเป็นกัน (เห็นหลายๆ คนภูมิใจนี่นะ) บทความนี้
    อาจมีข้อผิดพลาดอยู่เยอะนะครับ รบกวนท้วงติงเพื่อการแก้ไขด้วย
    หากส่วนหนึ่งส่วนใดของบทความนี้ไปกระทบกระทั่งกับใครเข้า
    ผมต้องขอโทษและขออภัยด้วยครับ แต่จำเป็นที่จะต้องพูดถึงจริงๆ
    เพื่อสาระของเนื้อหา หากเห็นว่าไม่สมควรก็ขอความเห็นของเพื่อนๆ
    ชาว โอตาคุ ทุกๆท่านที่ได้เห็นข้อมูลนี้ด้วยนะครับ...

    -ว่าด้วยเรื่องของโอตาคุ-

    คำว่า โอตาคุ เป็นคำนาม คำๆ นี้แต่เดิมมันแปลว่า บ้าน ครับ
    ทีนี้เราลองมองดูใครสักคน ไม่ยอมสุงสิงกับใคร ปฏิเสธการออกไป
    ข้างนอกถ้าไม่จำเป็น เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตัวเองชอบอยู่กับบ้าน
    นั่นล่ะครับคือความหมายในวงการของโอตาคุล่ะ มันแปลว่า พวกคลั่งไคล้
    อะไรสักอย่างแบบสุดๆ จนอยู่กับบ้านเพื่อสิ่งนั้นไงครับ คนเล่นเกมรุ่นเก่าๆ
    เคยได้ยินคำว่า พวกเฝ้าบ้าน ที่หมายถึงคนที่ไม่ยอมทำอะไรอย่างอื่นนอกจาก
    เอาแต่นั่งอยู่กับที่แล้วรอสวนกลับไหมครับ นั่นล่ะความหมายเดียวกันเลย
    ในกรณีนี้ผมจะยกตัวอย่างคำว่า Lolicon (Lolicom) เดิมมาจากคำว่า
    Lolita Complex เป็นอาการทางจิตชนิดหนึ่งที่ผู้เป็นมักจะเจาะจง
    "ชอบสาวรุ่นลูกเท่านั้น" เดิมคำนี้เป็นศัพท์บัญญัติโดย ซิกมันด์ ฟรอยด์
    มีต้นกำเนิดมาจากนิยาย Lolita ที่โด่งดังและมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรักของ
    ชายวัยกลางคนกับเด็กสาวที่เป็นลูกของเพื่อน ถามว่ามันกลายมาเป็นคำว่า
    Lolicon (Lolicom) ได้ยังไง คืออย่างนี้ครับ คนญี่ปุ่นมักใช้การเปลี่ยนแปลง
    ศัพท์ของต่างประเทศให้มาเป็นของตนเอง เหมือนคำว่า Personal Computer
    ที่กลายมาเป็นคำว่า Persocom (ปาโซคอม) ใน Chobits ไงครับ
    คำนี้เลยกลายเป็นว่า พวกชอบเด็กสาวน่ารักๆ ตัวเล็กๆ อายุไม่เกิน 11 ขวบครับ
    พูดให้ถูกก็คือ มันเป็นศัพท์แสลงเฉพาะกลุ่มเท่านั้น คนกลุ่มอื่นมาได้ยินอาจ
    เกาหัวแกรกๆ แล้วก็ไม่สนใจอะไรก็เป็นได้

    ...กลับมาเรื่องของ Otaku คำๆ นี้ก็ประสบกับชะตากรรมเช่นเดียวกัน คือ
    กลายเป็นศัพท์แสลงเฉพาะกลุ่มไป ในกรณีทั่วๆ ไป มันจะหมายความว่า
    พวกบ้าการ์ตูน ครับ ในประเทศไทยนั้นคำๆ นี้มีความหมายเท่านี้จริงๆ โอตาคุ
    นั้นที่จริงมันหมายถึง ผู้คลั่งไคล้อะไรสักอย่างแบบสุดๆ เท่านั้นล่ะครับ เช่น
    คุณคลั่งหมากรุกญี่ปุ่น คลั่งดารา บ้างาน คลั่งเกม หรืออะไรก็ตามที่ทำให้
    คุณหมดความสนใจในชีวิตแล้วเอาแต่เก็บตัวอยู่กับบ้าน
    สิ่งเหล่านี้เรืยกว่า โอตาคุ ทั้งนั้นครับ...

    ...แต่สำหรับวงการในญี่ปุ่นมันมีอะไรมากกว่านี้ครับ เรื่องจากนี้ไปอาจฟังดูรุนแรง
    สักหน่อยนะครับ แต่ผมจำเป็นต้องพูดเพื่อสาระของเนื้อหา ที่จริงมันแปลได้ง่ายๆ
    เลยว่า "อ้ายคลั่ง" ครับ เราต้องไม่ลืมว่า โอตาคุ ที่มีอาการหนักมากๆ นั้นเกิดจาก
    อะไรนะครับ คำตอบคือ การ์ตูนสาวน้อยที่มีความน่ารักเป็นจุดขาย หรือเกมจีบสาว
    ที่มีการโต้ตอบระหว่างผู้เล่นแบบเสมือนจริง เราต้องไม่ลืมว่า วรรณกรรม (คือมันก็เครือๆ กันล่ะ)
    นั้นเป็นภาพสะท้อนของสังคม สังคมญี่ปุ่นในปัจจุบันนั้นเป็นสังคมที่มีแต่ งาน งาน งาน
    ขาดการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพศตรงข้าม (นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมญี่ปุ่นถึงปล่อยให้
    จำหน่ายสื่อลามกได้อย่างถูกกฎหมาบ ขอแค่เซนเซอร์ "เจ้านั่น" ทิ้งไปเท่านั้น -
    ก็เพื่อเป็นตัวปลดปล่อยแรงขับทางเพศของสังคมญี่ปุ่น ) ดังนั้นผู้คนบางคนจึงอาจจะ
    เก็บกดและต้องการหาทางออก บางคนก็ไม่ได้หล่ออะไร จึงขาดความมั่นใจในการคุย
    กับเพศตรงข้าม หรือไม่ก็ไม่มีจุดเด่นสักอย่าง จึงสามารถใช้สิ่งเหล่านี้เป็นที่ปลดปล่อยได้
    เคยสังเกตไหมครับว่าตัวเอกเกมจำพวกนี้หรือแม้แต่การ์ตูนดังเรื่องหนึ่งที่เกี่ยวกับ
    หอพักและเด็กซิ่ว มักเป็นเด็กหนุ่ม 17-20 ที่ไม่มีจุดเด่นอะไรสักอย่างเหมือนกัน
    หัวไม่ดี สอบไม่ติด บลาๆ ถามว่าเป็นไปเพื่ออะไรนอกจากกลุมเป้าหมายที่ทาง
    ผู้เขียนหรือผู้ผลิตต้องการจะเจาะแล้ว....ก็เพื่อให้สวมบทบาทลงไปง่ายๆ ไงครับ...

    ถ้าพระเอกเด่นหมดมันก็ไม่มีทางเป็นเราไปได้น่ะซี...สำหรับคนทั่วไปที่ไม่มีปัญหา
    อะไรมาเล่นมันก็ไม่มีอะไร เล่นเสร็จแล้วก็ผ่านไปเท่านั้น แต่ถ้าคนที่มาเล่นนั้นเป็น
    คนที่ไม่อะไรในชีวิตเลยสักอย่างล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ว่าแฟนก็ไม่มี ก็อาจไม่หล่อ
    ไม่อ้วนตุ๊ต๊ะก็ไม่มีจุดเด่นให้พอเป็นที่สนใจของเพศตรงข้ามเลย มีดีก็แต่การเรียนไม่ก็
    เพียงเรื่องใดเรื่องหนึ่งหรืออาจไม่มีเลย....สุดท้ายสิ่งที่เขาต้องพึ่ง คือ จินตนาการ
    เขาสามารถเป็นหนึ่งได้ในโลกแห่งนี้ มีแฟนน่ารักได้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาต้องการ
    มันเป็นจริงได้ ณ ที่แห่งนี้ แล้วเขาจะสนโลกแห่งความจริงไปไย ดังนั้นสิ่งที่เรามีก็คือ
    ที่แห่งนี้เท่านั้น เขาจึงละทิ้งโลกภายนอก สภาพกาย และอุทิศตัวแด่โลกแห่งความฝัน
    ที่อยู่ตรงหน้านั้นแทน... หรือบางทีอาจข้ามขั้นเอาสิ่งที่ว่ามาปฏิบัติในโลกแห่ง
    ความเป็นจริงด้วย คล้ายกับแนวทางของ ลัทธิแบบหนึ่ง ที่จะยกตัวอย่างให้ฟังนะครับ....

    ใครที่เคยอ่านเรื่อง "ล้างเดนทรชน" จะมีตอนนึงที่กล่าวถึงคดี เด็กหญิง A ครับ
    จำได้ไหมเอ่ย ถ้าใครไม่เคยอ่าน มันจะเกี่ยวกับที่มีเด็กชายคนหนึ่งคลั่งไคล้สิ่งที่
    เรียกว่า หญิง A มากจนเกินขนาดครับ เรื่องมันเริ่มที่ว่ามีคนพบเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง
    เดินเปล่าเปลือยมีเลือดเกรอะกรังอยู่บนถนน ก็เลยแจ้งตำรวจ จับตัวมาสอบถามก็ได้
    ความว่า ไม่รู้ชื่อตัวเอง อยู่กับแม่ และหลังจากที่ไปค้นบ้านของเด็กคนนี้ก็พบที่ๆ
    รกกว่าส้วม ไม่น่าจะมีคนอาศัยอยู่ได้ และ... มีหัวกระโหลกคนอยู่ในตู้เย็นพร้อม
    สุนัขอีก 1 ตัวนอนอยู่ข้างๆ...!!

    "หนูเป็นคนเอาไปให้มันกินเองแหละ เพราะแม่เน่าไปเรื่อยๆ ไม่รู้จะทำยังไงดี"
    "นี่ หนูจะต้องถูกประหารใช่ไหม"
    "ถ้ารู้ว่าจะเป็นอย่างนี้ ออกมาเดินข้างนอกก็จะดีหรอก..."

    ทางตำรวจใช้สายตากะเกณฑ์ดูก็พบว่าเด็กผู้หญิงคนนี้ไม่น่าจะมีอายุเกิน 14 ปี
    และพยายามปิดบังข่าวกับสื่อมวลชนอย่างเต็มที่ แต่มันกลับกลายเป็นว่า
    เป็นการปล่อยให้สื่อมวลชนเอาไปตีความกันต่างๆ นาๆ

    ...และไม่นานก็มีพวกคลั่งไคล้ หญิง A อย่างรุนแรงเกิดขึ้น
    รวมทั้งมีคนแอบอ้างตั้งเวบไซด์ หญิง A
    กลายเป็นกระแสทางสังคมอีกมีการเลียนแบบปรากฏไปทั่ว
    จะเห็นได้ว่าอิทธิพลของสื่อนี่มันช่างยิ่งใหญ่เสียจริงๆ...

    ไม่นานก็มีเด็กชายคนหนึ่งที่ไม่มีอะไรในชีวิตเริ่มคลั่งไคล้ หญิง A เริ่มที่เขา
    แช็ทติดต่อตัวปลอมผ่านทางเว็บไซท์ที่ความจริงเป็นนักข่าวที่ต้องการ
    ปลุกกระแส...หาเรื่อง หญิง A มาเขียน

    A: "แม่เน่าไปเรื่อยๆ ฉันไม่ได้ผิดสักหน่อย"
    A: "ถ้าเวลาหยุดอยู่ได้ก็คงดี"
    ชาย: "งั้นฉันจะลองเห็น เห็นในสิ่งที่เธอเห็นอยู่"

    ประจวบกับก่อนหน้านั้นมีนิตยาสารฉบับหนึ่งตีพิมพ์ข้อความโจมตี หญิง A
    อย่างรุนแรง เด็กชายคนนี้จึงตัดสินใจฆ่าเจ้าของนิตยาสารนั่น แล้วเขียน
    ข้อความ A ด้วยเลือด กลายเป็นคดีฆาตกรรม เอ

    ต่อมาเขาก็เล่นงานคนเขียนบทความโจมตี หญิง A คราวนี้ดูมีแบบแผนขึ้นมาก
    จนตำรวจเริ่มแน่ใจว่าฆาตกรเป็นคนเดียวกัน ขณะนี้เด็กชายคนนี้เห็นทุกสิ่งทุกอย่าง
    "หยุดอยู่กับที่" จริงๆ เขาได้เข้าสู่โลกแห่ง หญิง A อย่างเต็มที่ เขาเริ่มโดดเรียน
    ไม่สนใจสิ่งรอบตัว เพียงเพื่อให้เข้าใจในสิ่งที่เรียกว่า หญิง A อย่างเต็มที่
    แม้แต่พ่อของเขายังเริ่มสงสัยเพราะเห็นลูกอ่านนิตยาสารแปลกๆ
    และเห็นเพดานห้องของลูกตัวเองที่เขียนตัวอักษร A ไว้เต็มฝ้าเพดาน...!

    แต่ไม่นานเด็กชายก็ค้นพบความจริงว่า หญิง A ที่เขาติดต่อเป็นเพียงตัวปลอม
    จึงขอนัดพบเพื่อที่จะฆ่าเสีย เพราะ หญิง A เป็นของเขาเพียงคนเดียว
    แต่กลับถูกซ้อนแผนถ่ายรูปเอาไว้ได้ เอามาลงนิตยาสารเป็น "โฉมหน้าของฆาตกร เอ"

    ต่อมา วันฝนตก ฆาตกร เอ ได้ปรากฏตัวต่อหน้าตำรวจ พยายามเข้ามาทำร้าย
    พ่อของเด็กปรากฏตัวขึ้นและพยายามยิง ฆาตกร เอ แต่กลับถูกพระเอกยิงหยุดยั้ง
    เนื่องจากเข้าใจว่า จะเข้ามาทำร้าย...แต่ฆาตกร เอ ที่ว่าเป็นตัวปลอม แค่พวกเลียนแบบ
    ยังไม่ใช่ฆาตกรตัวจริง ศรัทธาต่อสิ่งที่ว่า ทำให้เขาสูญเสียสิ่งที่มีค่าเขาจริงๆ ไปเสียแล้ว...
    เด็กชายคนนั้นกลับมาโรงเรียนอย่างเป็นปกติสุข แต่คนส่วนมากรู้เสียแล้วว่า
    เขาคือฆาตกรเอ จากนิตยาสารที่ว่า

    "งั้นหรือครับ งั้นผมขอเลิกเรียนครับ"
    ไม่นานก็มีหญิงคนหนึ่งวิ่งมาด้วยท่าทางตื่นกลัวเต็มที่...
    เหมือนกับเพิ่งเห็นอะไรที่น่ากลัวมาอย่างสุดชีวิต...!
    "ที่... ที่หลังโรงเรียน อ๊า!"
    "ใจเย็นๆ สิ เป็นอะไรไป"
    "อ๋อ นั่นเหรอ ฝีมือผมเองแหละ"
    "ก็ผมไม่มีชุดนักเรียนใส่นี่"
    ที่หลังโรงเรียนมีศพของเด็กชายคนหนึ่ง
    สภาพศพถูกแทงที่ท้องถูกทิ้งเอาไว้
    เลือดไหลนองแห้งกรัง...
    เด็กชายยิ้มละไมที่มุมปากอย่างพึงพอใจที่สุด...!?

    สุดท้าย หญิง A ก็คือลูกนอกสมรส อยู่กับแม่ 2 คนแต่ปิดเอาไว้จนเพื่อนบ้านไม่รู้
    ไม่เคยได้รับการศึกษา ต่อมาคนแม่ฆ่าตัวตาย คนลูกไม่รู้จะทำอย่างไรดีเพราะ
    ไม่เคยเรียนหนังสือและจะให้ใครรู้ไม่ได้ ปล่อยไว้นานศพก็เริ่มเน่า เลยเอาศพไปให้สุนัขกิน
    และออกมาเดินข้างนอกจนถูกจับ มันก็เท่านั้น...

    ตรงนี้เป็นแค่การ์ตูนนะครับ แต่ผมคิดว่าสามารถบรรยายถึงพวกที่มีอาการคลั่งไคล้อย่างรุนแรงได้ดีทีเดียว มันเหมือนกับลัทธิ คนที่มีอาการขั้นนี้จะไม่รู้สึกผิดใดๆ ทั้งนั้น เพราะเขาถือว่า เขาได้ทำตามความเชื่อของตนเอง

    โอตาคุในขั้นที่ไม่หนักมากก็ไม่เท่าไร พวกนี้ที่จริงยังไม่ถือว่าเป็นโอตาคุ ขั้นต่อมาก็คือพวกที่เริ่มปล่อยเนื้อปล่อยตัว คบหาแต่พวกเดียวกัน ดูแต่การ์ตูน ตรงนี้ไม่เสียหายอะไรครับ แต่ขั้นต่อมาอีกก็คือพวกที่ไม่รู้อะไรอีกต่อไป อยู่ในความจริงเสมือนอย่างที่ผมได้กล่าวไว้ ตรงนี้อย่าคิดว่าล้อเล่น มีจริงๆ นะครับ จำได้ไหมครับเรื่องของโอตาคุคนที่จับเอาเด็กผู้หญิงน่ารักมาแต่งเป็น ซากุระจังจาก CCS และก็ทรมานจนตายน่ะ หรือไม่ก็กรณีดัง -นายท่าน- ที่เพิ่งผ่านมาหมาดๆ ตรงนั้นเขาไม่รู้สึกผิดอะไรหรอกครับเพราะนั่นเป็นความปราถนาและความเชื่อ เป็นศรัทธาของเขา สำหรับตัวผมเองผมเคยเห็นคนที่ใช้ชีวิตกับตุ๊กตายางมาแล้วนะครับ ผมไม่อาจเอ่ยคำใดๆ ได้นอกจาก "สงสาร" คนที่มีอาการขั้นนี้ พูดได้อย่างเต็มที่ว่าพวกนี้เป็นไปโดยสิ้นเชิงแล้ว และก็เป็น เพราะคนพวกนี้แหละที่ทำให้คำว่าโอตากุมันมีความหมายไปในทางเลวลง โอตาคุดีๆ ก็ยังมีอยู่เยอะนะครับ สำหรับในประเทศไทยผมยังไม่เคยเห็นโอตากุที่มีอาการ "ขั้นนั้น" ครับ แต่ในอนาคตน่ะไม่แน่เพราะอย่างน้อยเราก็ได้เห็นตัวอย่างมาแล้วในเรื่องของเกมออนไลน์ ใช่ครับ มันไม่ได้เลวร้ายไปเสียทั้งหมด แต่มันได้แสดงให้เห็นว่า ในตอนนี้บางส่วนนั้น สถาบันครอบครัวและความเชื่อได้อ่อนแอลงไปเพียงไร

    พูดง่ายๆ คือ การ์ตูนเป็น "สิ่งยึดเหนี่ยว" ของพวกเขาไงครับ ด้วยศร้ทธาที่มุ่งมั่นประจวบกับความคิดของตัวเอง ทำให้เขาไม่รู้สึกผิดอะไรกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปทั้งนั้น

    อุตสาหกรรมการ์ตูนนั้นปัจจุบันเป็นธุรกิจที่น่าจับตามองเป็นอย่างยิ่งเนื่องจากนอกจากการลงทุน บุคลากรที่มีความคิดสร้างสรรค์ บวกกับการตลาดและการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ดีแล้ว อย่างอื่นก็ไม่จำเป็นเท่าไร บวกกับสภาพสังคมในปัจจุบัน เหล่านี้ทำให้ทางผู้ผลิตสามารถสร้างการ์ตูนสาวน้อยออกมาเจาะกลุ่มกันได้อย่างต่อเนื่อง ตรงนี้มองดูก็ไม่มีอะไรหรอก แต่นั่นอาจหมายถึงการที่จะทำให้มีกลุ่มคนขั้น "คลั่งไคล้อย่างรุนแรง" เพิ่มขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ และมันก็ดูท่าจะเป็นจริงด้วยสิ สังเกตจากงานการ์ตูนที่มีถี่ขึ้นๆ ที่ญี่ปุ่นและจำนวนคนที่เข้าไปร่วมในแต่ละปี ผมเองก็ไปเหมือนกันแต่นานๆ ครั้ง และก็คอยสังเกตกลุ่มคนพวกนี้ทุกปี คุณหลงรักการ์ตูน แต่แน่นอนว่า มันคือนามธรรม แล้วคนเราเมื่อมีความอยากมากๆ ก็ต้องการการปลดปล่อย ถามว่า จะปลดปล่อยที่ไหน เมื่อมีอุปสงค์ มันก็ต้องมีอุปทาน สังเกตสินค้าที่เกี่ยวกับการ์ตูนเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ออกมาวางขายอย่างไม่มีวันจบวันสิ้นไหมครับ นั่นเป็นเพราะว่าลูกค้าที่ชื่นชอบยังคงต้องการในสิ่งที่ว่าอยู่และต้องการการปลดปล่อย เราก็ออกสินค้ามาเพื่อบำบัดความต้องการไงครับ สังเกตได้ว่าการ์ตูนบางเรื่องจะยาวมากชนิดไม่มีจบ เพราะจบไม่ได้ จบไปแฟนๆ ก็จะคลั่ง ของก็จะออกไม่ได้ เป็นสาเหตุทำให้การ์ตูนบางเรื่องที่จบไปแล้วต้องเอามาเขียนใหม่เพราะการ์ดเล่นจากการ์ตูนที่ว่ายังขายได้ก็เพราะมันมีอุปสงค์ มันย่อมต้องมีอุปทาน แต่กับการ์ตูนสาวน้อยนั้นไม่อาจจะทำให้มันยืดยาวทะลุโลกอย่างนั้นได้ จะทำไงดี

    ...ก็ออกเรื่องใหม่ไง มีตัวละครเยอะๆ เอามันทุกแนว บางเรื่องมีเป็นสิบ ดึงดูดแฟนๆ ให้เยอะๆ ขายสินค้าให้ได้มากๆ ออกมาให้มันหลายๆ แนว แต่สุดท้ายเรื่องมันก็ต้องจบอยู่ดี ตรงนี้ไม่ได้จำกัดแค่การ์ตูนสาวน้อยนะครับ ตัวอย่างที่ดีก็คือการ์ตูนบางเรื่องที่ยังไงก็จบไม่ลงอยู่ในตอนนี้ เพราะแฟนๆ ไม่ยอมให้จบ แถมยังได้รับความผลโหวตคะแนนนิยมแบบท่วมท้นจากทุกนิตยาสารในญี่ปุ่นเลยด้วย
    เอ้า ยืดต่อไม่ได้เสียแล้ว จบก็ได้ ของก็นานๆ ครั้งออกก็ได้ เอาเป็นแบบครบรอบก็ยังดี แต่สักวันมันก็ต้องหยุดออกอยู่ดี ไม่เป็นไร คิดเรื่องใหม่ออกมาแทนก็แล้วกัน แล้วพอฮิตก็วางแปลนสินค้าเอาใหม่

    แต่เติมนิด เรื่องของธุรกิจ กับ ใจรัก นี่ต่างกันนะครับ เพียงแต่ว่า มันเป็นเส้นขนานกันไปเท่านั้น ถามว่าทำไม ตอบได้เลยว่า มันคือการสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์แบบที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายอย่างไรเล่าครับ เพียงแค่ลงเม็ดเงินไปกับสิ่งที่เราทำตอนแรก ก็มีคนเอาไปโฆษณาให้ฟรีๆ ทันที ประโยชน์น่ะเสียแน่ แต่เล็กน้อยเมื่อเทียบกับความกว้างขวางที่สื่อได้แพร่ออกไป

    นี่ล่ะครับ คืออุตสาหกรรมการ์ตูน ทำรายได้แบบสุดมหาศาล การขายไอเดียแบบนี้ให้กำไรกระฉูดเลยนะครับถ้าประสบความสำเร็จ ตัวผมเอง ผมนิยมชมชอบการทำอะไรด้วยใจรักครับ การทำอะไรแบบนั้นมีความสุขมาก ผมขอสนับสนุนผู้ที่ทำงานเหล่านี้ด้วยใจรักครับ และขอให้สู้ต่อไป ผมขอเป็นกำลังใจให้ครับ

    สำหรับผู้ที่ขาดความมั่นใจในชีวิต ผมกล้ายืนยันเลยนะครับว่า ความหล่อไม่ใช่สิ่งสำคัญสำหรับผู้หญิงครับ ความดีและความจริงใจต่างหากที่เป็นสิ่งสำคัญ ผมยังทำได้เลย ดูสิ คุณก็ต้องทำได้สิครับ ถ้าท่านยังไม่พร้อมจะมีแฟนก็พยายามหาสิ่งยึดเหนื่ยวอย่างอื่นครับ ไม่ว่าจะเป็น พ่อ แม่ ศาสนา อย่าลืมว่าเราอาจรักการ์ตูน แต่การ์ตูนน่ะน่ะ "ไม่เคย" รักเราตอบหรอกนะครับ เพราะแท้จริงแล้วมันเป็นนามธรรม เราสามารถชื่นชอบในสิ่งนั้นได้แต่ "อย่า" ได้ลุ่มหลงจนลืมสิ่งรอบข้างนะครับ คนเรานั้นเป็นสัตว์สังคม จำเป็นต้องมีสิ่งยึดเหนี่ยวในชีวิต เราต้องการที่จะเป็นที่ยอมรับ และถูกรัก...

    ...แต่เราต้องไม่ลืมว่าการมีชีวิตที่มีความสุข การอุทิศตัวปฏิบัติหน้าที่แด่ผู้ที่เรารักนั่นล่ะคือความสุขที่สุดและเป็นเป้าหมายในการมีชีวิตของคนเรา เพราะสิ่งที่ตนเราต้องการนั้นแท้จริงคือต้องการมีรัก และถูกรัก เพื่อเป็นแรงใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไป

    ***บทความนี้มีเนื้อหาที่ค่อนข้างแรง ดังนั้น หากไปกระทบกระเทียบกับผู้ใดเข้า ต้องขออภัยจริงๆ ครับ เพียงแต่ว่า เราต้องพูดกันจริงๆ ในประเด็นของเรื่องนี้เสียที เพื่อไม่ให้คำๆ นี้มีความหมายที่ผิดเพี้ยนไปมากกว่านี้ครับ

    ===============================================
    ความหมายของคำว่า โอตาคุ (Otaku)

    1. ประวัติความเป็นมาของคำว่า O T A K U

    ระยะที่ 1 : ต้นกำเนิดของคำว่า Otaku

    คำว่า Otaku (ออกเสียงว่า โอ-ทา-กุ) เป็นคำนาม ดัดแปลงมาจากคำว่า O-taku ซึ่งเกิดจากการนำเอาคำปัจจัย "O-" มาเติมหน้าตัวคันจิ "taku" ซึ่งแปลว่า "บ้าน" และใช้เมื่อกล่าวถึงบ้านของคู่สนทนา ในความหมายว่า "บ้านของคุณ" นอกจากนี้ยังสามารถใช้เรียกแทนตัวคู่สนทนาได้ ในความหมายของ "คุณ" อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะในความหมายของ "บ้าน" หรือ "คุณ" Otaku ก็ถือว่าเป็นคำที่ให้ความรู้สึกสุภาพและเป็นทางการอย่างมาก...

    การนำเอาคำว่า Otaku มาใช้เรียกกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งนั้น ไม่มีแหล่งยืนยันแน่ชัดว่าเริ่มตั้งแต่ตอนไหน แต่ควรจะเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายแล้วในช่วงต้นทศวรรษที่ 80 เนื่องจากวีดิโอที่ชื่อ "Otaku no Video" ของบริษัท GAINAX ที่ออกมาในปี 1992 ซึ่งนำเสนอเรื่องราวของพวก Otaku นั้น ยืนพื้นจากเหตุการณ์ในช่วงปี 1982-85 เฟรเดอริค ชอดต์ (Frederik L. Schodt) ได้กล่าวไว้ในหนังสือ Dreamland Japan : Writing on modern manga ว่า ช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 แฟนการ์ตูนและอนิเมชั่น (Animation) ได้เริ่มใช้คำว่า Otaku เรียกกันและกัน สาเหตุที่ใช้ไม่เป็นที่ชัดเจนแต่คำศัพท์นี้ก็ถูกใช้อย่างแพร่หลายมากขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับที่กระแสความนิยมในการ์ตูนและอนิเมชั่นได้ก่อให้เกิดการเพิ่มจำนวนของพวก มาเนีย (Mania) หรือ แฟนพันธุ์แท้ (Hardcore Fans) มากขึ้น

    โวลเกอร์ กลาสมัค (Volker Grassmuck) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมันกล่าวว่า กลุ่มคนที่เรียกว่า Otaku มีสภาพร่างกายและจิตใจที่เปราะบาง แต่ไม่ใช่พวกอารมณ์รุนแรง เพียงขาดความมั่นใจในการติดต่อสัมพันธ์กับผู้อื่น เป็นสาเหตุให้เกิดการใช้คำพูดที่สุภาพเรียบร้อยเป็นพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำผิดอันอาจก่อให้เกิดข้อขัดแย้งกับผู้อื่น

    ส่วนการใช้คำว่า Otaku ในสิ่งตีพิมพ์ มีขึ้นเป็นครั้งแรกในปี 1983 โดยนักเขียนการ์ตูนล้อเลียนชื่อ นากาโมริ อากิโอะ (Nakamori Akio) เขาเขียนคอลัมน์ที่มีชื่อว่า โอทากุ โนะ เคงคิว (Otaku no kenkyu) ลงติดต่อกันในนิตยสารการ์ตูนแนวปลุกใจเสือป่าชื่อ มังงะ บุริกโกะ (Manga Burikko) โดยกล่าวถึงกลุ่มแฟนการ์ตูนที่เรียกกันและกันว่า Otaku เค้าจึงเรียกคนพวกนี้รวม ๆ ว่า โอทากุ-โซกุ (Otaku-zoku) ซึ่งแปลว่า เผ่าพันธุ์ Otaku และต่อมาตัดเหลือเพียง Otaku เขาเขียนบรรยายถึงความประทับใจที่มีต่อเหล่าแฟนการ์ตูนที่มาร่วมงานนิทรรศการการ์ตูนว่า...

    “เป็นกลุ่มคนที่เล่นกีฬาไม่เก่งและชอบเก็บตัวอยู่ในห้องเรียนในเวลาพักที่เราสามารถพบเห็นได้ในทุก ๆ ชั้นเรียน… รูปร่างถ้าไม่ผอมแห้งเหมือนขาดสารอาหารก็อ้วนฉุจนผิดสัดส่วน… ส่วนใหญ่จะใส่แว่นตากรอบเงินหนาเตอะ… และเป็นคนประเภทที่ไม่มีใครคบหาด้วย”

    เขาเห็นว่า คำว่า “มาเนีย" (Mania) หรือ “แฟนที่มีศรัทธาอย่างแรงกล้า” (Enthusiastic Fans) ยังไม่สามารถที่จะใช้เรียกคนกลุ่มนี้ได้อย่างครอบคลุม จึงขอเรียกด้วยคำว่า “Otaku”...!

    แม้ว่าคอลัมน์ของนากาโมริจะถูกยกเลิกไปในเวลาไม่นาน แต่ภาพพจน์ของ Otaku ที่นากาโมริได้บรรยายเอาไว้ก็ได้กลายมาเป็น Stereotyped ของ Otaku ที่ยังคงอยู่ในสังคมและถูกใช้อย่างแพร่หลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวงการสื่อมวลชน เนื่องจากพวกเขาเริ่มสังเกตเห็นถึงการเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็วของเยาวชนที่หมกมุ่นอยู่กับการ์ตูนและอนิเมชั่น...

    ระยะที่ 2 : คดี Miyazaki กับ Otaku Panic...!

    คำว่า Otaku panic ถูกนำมาใช้โดย ชารอน คินเซลลา (Sharon Kinsella) ในหนังสือ Adult manga : culture & power in contemporary japanese society เมื่อกล่าวถึง คดี Miyasaki ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้คำว่า Otaku เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในญี่ปุ่น

    คดี Miyazaki เกิดขึ้นระหว่าง ปี 1988-1989 ที่จังหวัด ไซตามะ (Saitama) โดยนาย มิยาซากิ ซึโตมุ (Miyazaki Tsutomu) วัย 27 ปีได้ประกอบคดีฆาตกรรมต่อเนื่องเด็กหญิงวัยก่อนเข้าเรียนจำนวน 4 คน ซึ่งทุกคนจะถูก มิยาซากิ ลักพาตัวไปที่ห้องพัก เพื่อข่มขืนแล้วฆ่าปิดปาก จากนั้นจึงทำการแยกส่วนศพไปซ่อนเพื่ออำพรางคดี หลังจากนั้นเขายังได้บันทึกเรื่องราวทั้งหมดลงในคอมพิวเตอร์ นอกจากนี้เขายังเคยส่งชิ้นส่วนกระดูกและฟันของเหยื่อรายหนึ่งไปให้ครอบครัวของเหยื่อ โดยใช้ชื่อปลอมว่า อิมาดะ ยูโกะ (Imada Yuko) ซึ่งเป็นชื่อของตัวละครในอนิเมชั่นที่เขาชื่นชอบ ความโหดเหี้ยมของการกระทำของมิยาซากิทำให้ The New York Times ถึงกับวิจารณ์ว่า...
    "ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นพฤติกรรมของชาวญี่ปุ่น"

    หลังจากที่ตำรวจจับตัวมิยาซากิได้นั้น จากการสอบปากคำพบว่าเขามีรูปแบบการดำรงชีวิต 2 แบบ โดยตอนกลางวันจะเป็นเด็กฝึกงานของโรงพิมพ์ในละแวกนั้น แต่ตอนกลางคืนจะเพลิดเพลินอยู่กับการ์ตูนและวีดิโอกว่า 6000 ม้วน ซึ่งส่วนหนึ่งมีเนื้อหาแนวสยองขวัญและลามกอนาจาร การที่ทนายของเขาพยายามแก้ต่างว่ามิยาซากิไม่สามารถแยกแยะระหว่างความเป็นกับความตายหรือ โลกแห่งความจริงกับโลกในจินตนาการได้นั้น ทำให้สื่อมวลชนพากันประนามการกระทำของเขาว่ามีสาเหตุมาจากการ์ตูนและอนิเมชั่น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ บรรดาสื่อมวลชนได้ใช้คำว่า Otaku เรียกแทนตัวมิยาซากิในการประโคมข่าว ซึ่งก็ได้ก่อให้เกิดภาพพจน์ในแง่ลบต่อคำว่า Otaku นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา...

    ชอดต์ (Frederik L. Schodt) กล่าวว่า หลังจากคดี Miyazaki เรื่องราวเกี่ยวกับ Otaku และ Otaku-zoku ได้ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ในที่สุดคำว่า Otaku ก็ได้ถูกใช้แทน ชายหนุ่มที่ไม่สามารถเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและโลกแห่งความจริง จมปลักอยู่กับความคิดฟุ้งซ่านจากหนังสือการ์ตูนและอนิเมชั่นแนวลามกอนาจาร และมีแนวโน้มที่จะหมกมุ่นในเรื่องเซ็กส์ ในความหมายหนึ่งก็คือ บุคคลที่มีปัญหาทางจิตและเป็นภัยคุกคามต่อสังคม… เหมือนมิยาซากิ (เวธกรรมจริงๆ)

    แม้ว่าจะยังมีนักวิจารณ์บางรายให้ความโต้แย้งว่า Otaku เป็นคำศัพท์ที่สื่อมวลชนนำมาใช้อย่างลำเอียงเพื่อจุดมุ่งหมายในการสร้างข่าวเกี่ยวกับ Otaku แต่ท่ามกลางกระแสความสนใจที่สังคมมีต่อคดี มิยาซากิ ก็ทำให้ไม่มีใครให้ความสนใจต่อความเห็นเหล่านั้น....

    อย่างไรก็ตาม กลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า Otaku ก็ได้มีความพยายามที่จะลบล้างภาพพจน์ดังกล่าว เช่น ใน ปี 1992 "Otaku no Video" ของบริษัท GAINAX อันเป็นบริษัทผลิตอนิเมชั่นชื่อดังได้ออกวางตลาดโดยนำเสนอชีวิตและสังคมของกลุ่ม Otaku ในลักษณะที่ ขบขัน และ ล้อเลียน แต่แฝงไว้ด้วยความภาคภูมิใจ เพื่อให้คนทั่วไปมีภาพพจน์ที่ดีต่อ Otaku และสร้างความเข้าใจว่า...ไม่ควรด่วนตัดสินว่าสื่อการ์ตูนทั้งหมดให้โทษต่อสังคมด้วย คดี Miyazaki เพียงอย่างเดียว หรือการที่ นายโอกาดะ โทชิโอะ (Okada Toshio) ประธานบริษัท GAINAX ผู้ได้รับสมญานามว่า "Ota-king" ได้พยายามสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับ Otaku โดยเขียนหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมของ Otaku ออกมาหลายเล่ม ทั้งยังรับเป็นอาจารย์พิเศษในการบรรยายหัวข้อ Otaku Studies ที่ มหาวิทยาลัยโตเกียว อีกด้วย ซึ่งการกระทำเหล่านี้ก็สามารถช่วยให้ภาพพจน์ของ Otaku ดีขึ้นมาบ้างในช่วงทศวรรษที่ 1990

    หากแต่คดี Miyazaki ไม่ใช่คดีสะเทือนขวัญคดีเดียวที่เกิดขึ้นจากฝีมือของคนที่เป็น Otaku กรณีที่ การ์ตูน อนิเมชั่น Otaku และอาชญากรรมถูกเชื่อมโยงเข้าหากันในแง่ร้ายยังมีอีกมากมาย เช่น เหตุการณ์ปล่อยแก๊สพิษในสถานีรถไฟใต้ดินเมื่อต้นปี 1995 ของ ลัทธิโอม ชินริเกียว (Aum Shinrikyo) ที่นำโดย นายอาซาฮาระ โชโกะ (Asahara Shoko) ก็ถูกนำมาวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน ซึ่งก็เป็นที่รู้กันดีว่า นายอาซาฮาระ นั้นชื่นชอบในการ์ตูนและอนิเมชั่นเกี่ยวกับหุ่นยนต์มาตั้งแต่เด็ก ความเชื่อหลายประการในลัทธิของเขา เช่น วันสิ้นโลก (Armageddon) สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลที่ได้รับมาจากอนิเมชั่นในสมัยก่อน นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวของนิตยสาร AERA รายสัปดาห์ยังเคยรายงานถึงการใช้การ์ตูนเป็นสื่อในการดึงดูดคนให้เข้าลัทธิในชื่อของ
    “AUM COMIC”

    เนื่องจากทั้งสองคดีนี้ถือว่าเป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของสังคม และต่างก็ถูกสื่อมวลชนนำมาเชื่อมโยงกับคำว่า Otaku เพื่อผลในการประโคมข่าว ทำให้ภาพพจน์ในแง่ลบของคำว่า Otaku ยังคงฝังรากลึกอยู่ในสังคมญี่ปุ่น

    ระยะที่ 3 : ความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปของ Otaku...!

    คำว่า Otaku เริ่มถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในความหมายที่เบาและกว้างขึ้นเมื่อราว ๆ กลางทศวรรษที่ 1990 โดยจะถูกนำมาใช้กับใครก็ได้ที่มีความคลั่งไคล้เป็นพิเศษในงานอดิเรกอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น การเล่นเกมส์ การถ่ายรูปหรือการสะสมแสตมป์ และกลุ่มคนที่เป็น Otaku ก็นำมาใช้เรียกตนเองด้วยความรู้สึกที่ภาคภูมิใจมากขึ้น เช่น Tropical Fish Otaku, Idol Otaku,Otaku Heroes,Robot Otaku และ Lolicom Otaku เป็นต้นฯ

    เนื่องจากในระยะหลังญี่ปุ่นมีปัญหาสังคมอื่นๆ ที่รุนแรงกว่าเพิ่มขึ้นอีกมาก ความสนใจในเรื่องของ Otaku เริ่มลดลง สื่อมวลชนจึงเลิกประโคมข่าวแล้วหันไปจับประเด็นอื่น รวมทั้งสิ่งตีพิมพ์ที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับ Otaku ก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ข้อเขียนที่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ Otaku ในแง่มุมต่าง ๆ (นอกจากในแง่ร้าย) ก็เริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแวดวงนักวิชาการได้มีงานวิจัยเกี่ยวกับ Otaku ออกมามากมาย ในฐานะที่เป็น "คนกลุ่มหนึ่งที่มีวิถีชีวิตเป็นเอกลักษณ์"

    ยามาซากิ โคอิจิ (Yamazaki Koichi) นักเขียน-นักวิจารณ์ของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งกล่าวว่า Otaku เป็นผลผลิตของ ลัทธินายทุน และ สังคมแบบบริโภคนิยม มีจุดกำเนิดมาจากการเปลี่ยนแปลงของสังคมในทศวรรษที่ 1970 เป็นพวก Information Fetish ที่เกิดจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และ ระบบการศึกษาของญี่ปุ่น ไม่ใช่พวกเก็บตัว แต่บางครั้งชอบทำตัวแตกต่างจากคนอื่น เขาเห็นว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนรุ่นใหม่ที่สร้างวัฒนธรรมใหม่ ๆ ขึ้นในญี่ปุ่น

    กลาสมัค (Volker Grassmuck) กล่าวว่า Otaku เป็นคำที่ใช้เรียกแทนรูปแบบการใช้ชีวิตแบบหนึ่ง เขากล่าวถึงภาพลักษณ์ของ Otaku ในสายตาคนทั่วไปว่าจะต้องเป็นผู้ชายวัย 10-30 ปี ชอบสวมกางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ต และรองเท้าแตะ ไม่ชอบการติดต่อสัมพันธ์ทางกาย คลั่งสื่อมัลติมีเดียและเทคโนโลยี มักจะเป็นพวกนักสะสมสิ่งของและสืบค้นหาข้อมูลต่าง ๆ อย่างบ้าคลั่ง (Information Fetish) เป็นเหมือนพวกใต้ดิน แต่ไม่ต่อต้านระบบ เป็นผลผลิตของสื่อมวลชน และมีพื้นฐานมาจากพวกโมราโทเรียม (Moratorium ningen) ในทศวรรษที่ 1970 ซึ่งพ่อแม่ไม่มีเวลาให้ บังคับให้เรียนอย่างเดียวแล้วปรนเปรอเด็กด้วยของเล่น คอมพิวเตอร์และเกมส์ เมื่อเด็กเกิดความเครียดจากการเรียนก็จะหนีเข้าไปในโลกแห่งจินตนาการ ทำให้เด็กโลกแห่งความเป็นจริงและโลกในจินตนาการไม่ออก

    คินเซลล่า (Sharon Kinsella) เห็นว่า Otaku คือคนรุ่นใหม่ที่มีความเป็นปัจเจกสูงผิดปกติ ในระดับที่ไม่รู้สึกถึงความโดดเดี่ยวเมื่อแยกตัวเองออกจากสังคม ซึ่งสิ่งนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตแบบปัจเจกชนนิยมของชาวญี่ปุ่นที่เพิ่มมากขึ้น จนทำให้คนในสังคมขาดความสามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น จึงเอาแต่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่ตนสนใจ เธอยังเห็นว่าพฤติกรรมของพวก Otaku ยังน่าจะมีส่วนเกี่ยวเนื่องกับ โรคที่ไม่อยากโตเป็นผู้ใหญ่ (Peter-pan syndrome) ซึ่งพบมากในคนญี่ปุ่น แม้จะเป็นคนที่อยู่ในวัยทำงานจนถึงวัยกลางคนก็ตาม Otaku จึงนับว่าเป็นสัญลักษณ์แทนสังคมญี่ปุ่นในปัจจุบัน อีกนัยหนึ่งก็คือ คนญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่ถูกหล่อหลอมขึ้นจากความเจริญก้าวหน้าทาง เทคโนโลยี และ ลัทธิปัจเจกชนนิยม ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา จากข้อเขียนใน SPA! magazine ปี 1986 เห็นว่า Otaku เป็นผลิตผลของยุคข้อมูลข่าวสารในโตเกียว เป็นเด็กที่ถูกอบรมให้จดจำข้อมูลต่าง ๆ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับสอบเข้ามหาวิทยาลัย วิธีการผ่อนคลายของคนเหล่านี้ก็คือ การอ่านการ์ตูนที่มีเนื้อหาล่อแหลม เล่นเกมคอมพิวเตอร์ที่มีความรุนแรง เพื่อหลบจากการบีบบังคับของสังคม ผลก็คือ เกิดกลุ่ม Hardcore Otaku ในหมู่คนรุ่นใหม่กว่าแสนคน (แต่จากการประมาณของสำนักข่าวโตเกียวระบุว่ามีถึงล้านคน จนปัจจุบันมีมากกว่า แปดล้านคนแล้ว...!)

    วิลเลียม กิ๊บสัน (William Gibson) เห็นว่า Otaku เป็นคนที่มีพฤติกรรมคลั่งไคล้ในบางสิ่งบางอย่างอย่า

      เวลาขณะนี้ Fri Dec 09, 2016 6:31 pm