ยินดีต้อนรับสู่อาณาจักรเก็นโซเคียว สมัครสมาชิกแล้วมาคุยกันค่ะ ^^
...ใครที่หลงเข้ามาที่นี่ด้วยการอ่านโปสเตอร์ที่ มจพ. กรุณาแนะนำตัวก่อนที่ กองบัญชาการชมรมเฮเคียว...
ที่นี่รับสมัครทีมงานเป็นจำนวนมาก อ่านรายละเอียด ที่นี่~
ยินดีต้อนรับ Anity&KO-TAKU เพื่อนบ้านของเราคนใหม่ ด้วยความยินดียิ่งค่ะ~~ 'w'
การประกวดหา"เทพีม่วง-ชมพู"ครั้งที่ 1 เริ่มต้นแล้วนะคะ อ่านรายละเอียดที่นี่~
ระยะนี้บอร์ดเริ่มเงียบๆ ช่วยๆกันรั่วหน่อยนะคะ ^^"
มาโตะ said : อะต้าาาาาาาา~~!!!

นาฬิกา

ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ


    เทคนิกการออกแบบเรื่องขั้นสูง

    Share

    shiroi karasu
    四番の妖怪
    四番の妖怪

    จำนวนข้อความ : 123
    Points : 545
    Reputation : -2
    Join date : 20/08/2010
    Age : 24
    ที่อยู่ : Gensokyo

    เทคนิกการออกแบบเรื่องขั้นสูง

    ตั้งหัวข้อ by shiroi karasu on Thu Sep 30, 2010 2:06 pm

    เทคนิกการออกแบบเรื่องขั้นสูง(เนื้อหาบางส่วนคอร์ส ADVANCE )

    " เทคนิกการหยิบประเด็นมาเล่าเรื่องให้โดนใจ ท่ามกลางสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย"



    ในปัจจุบัน สื่อ การ์ตูนในสังคมไทยที่มีอิทธิพลต่อผู้อ่านอย่างมาก คือ การ์ตูนญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าเนื้อเรื่องในการ์ตูนนั้นอาจจะเกิดขึ้นเกิดในประเทศญี่ปุ่น มีเนื้อหาเกี่ยวกับสังคมวัฒนธรรมของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นเรื่องไกลตัวและไม่ได้เกี่ยวกับคนไทยเลย แต่กลับมีอิทธิพลในการจูงใจผู้อ่านให้คล้อยตามสุดๆ เป็นเพราะผู้ผลิตได้ "หยิบยกประเด็นที่มนุษย์คนไหนๆก็สนใจ "อย่าง เรื่องราวเกี่ยวกับครอบครัว ความรัก ความพยายาม การต่อสู้มาแทรกอยู่ในเนื้อหาของการ์ตูนให้ผู้อ่านรับรู้โดยไม่รู้ตัว


    (ตัวอย่าง เครยอน ชินจัง ที่ผู้อ่านชื่นชอบกันทั่วประเทศ)


    (ตัวอย่าง การ์ตูน ของ ชัย ราชวัตร ลงหนังสือพิมพ์ ไทยรัฐ)


    ไม่ แปลก ที่ปัจจุบันประเทศไทยจะนิยมการ์ตูนแก๊กตลก มากกว่า "มังกะ"เพราะการ์ตูนแก๊กเหล่านั้นได้กล่าวถึง "สิ่งใกล้ตัวพวกเขา" ที่ใครๆก็รู้สึกร่วมได้ เช่น การ์ตูนแก๊กการเมืองในหนังสือพิมพ์

    " มนุษย์ต้องการอะไร ? "

    " สิ่งใกล้ตัว คือ อะไร ? "
    ---------------------------------
    ทฤษฎี "ความต้องการตามลำดับขั้น" ของ Maslow

    มาสโสลว์กล่าวถึงเรื่องลำดับขั้นความ ต้องการของมนุษย์โดยเรียงจากมากไปน้อย


    ****โดยที่มนุษย์จะมีความต้องการในขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรง ชีวิตก่อน เมื่อได้รับแล้วจึงมีความต้องการขั้นต่อไป****

    1) ความต้องการทางร่างกาย เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค

    และที่อยู่อาศัย ถ้าไม่ได้รับในขั้นนี้แล้ว จะไม่มีในขั้นต่อไป

    2) ความต้องการความปลอดภัย กำจัดความกลัว

    3) ความต้องการความรักและการเป็นเจ้าของ

    4) การยอมรับนับถือและเห็นว่าตนเองมีคุณค่าในสังคม

    5) ความต้องการที่จะเข้าใจในตนเอง

    6) ความปรารถนาที่จะรู้และเข้าใจในสิ่งที่ตนสนใจ เช่น พ่อครัวอยากจะฝึกฝน

    และเรียนรู้เกี่ยวกับการทำอาหารเพื่อ ให้มีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

    7 ) ความต้องการด้านสุนทรียะ เช่น ฟังเพลง ดูภาพสวยๆ


    ทฤษฎีของ Maslow สามารถนำมาอ้างอิงเพื่อใช้ตอบข้อสงสัยในปัจจุบันเกี่ยวกับคำถามที่ว่า "ทำไมคนไทยจึงนิยมเรื่องตลกเบา สมอง มากกว่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับปรัชญายากๆ"

    เมื่อเราย้อนไปดูวงการภาพยนตร์ในไทยจะ เห็นได้ว่า แนวของหนังไทยที่ทำออกมาแล้วมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนน้อยกว่าแนวอื่นๆ ได้แก่ แนวตลก เรื่องผีๆ แม้แต่หนังโรแมนติกก็ยังมีความเสี่ยงที่จะขาดทุนได้ หลายๆคนอาจมีคำถามในใจว่า "ทำไมคนไทยไม่สนใจดูหนังที่ให้ความรู้และคุณค่ากันบ้าง ทำไมชอบหนังตลก ทั้งๆที่ประเทศอื่นๆบางประเทศ สามารถผลิตหนังที่ให้ความรู้และคุณค่าออกมา และยังเป็นที่ต้องการของคนในประเทศอีกด้วย"


    ประชากรในแต่ละประเทศยังมีความต้องการตามลำดับขั้นไม่เท่ากัน ในประเทศที่พัฒนาแล้ว กำลังพัฒนา และด้อยพัฒนา ย่อมมีความต้องการต่างกัน เช่น ประเทศที่ประสบปัญหาขาดแคลนปัจจัย 4 พวกเขาอาจไม่อ่านการ์ตูนเลย หรือ ถ้าจะอ่านก็ต้องการเพียงความสุข สนุก สบายใจ ที่ทำให้พวกเขาลืมความทุกข์ในชีวิตประจำวันได้ และ ประเทศที่เทคโนโลยีสูงส่ง แต่เกิดการล่มสลายของจิตใจ ผู้คนในประเทศเหนื่อยกับการใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ พวกเขาจะสามารถอ่านการ์ตูนที่มีเนื้อหายากๆที่อาจทำให้พวกเขาค้นพบความหมาย ของการมีชีวิต และมีจิตใจที่เป็นสุขได้

    -------------------------------
    ทฤษฎี "แรงขับ" ของ ซิกมันด์ ฟรอยด์


    ซิกมันด์ ฟรอยด์ จิตแพทย์ชาวเวียนนาผู้มีชื่อเสียงมากที่สุดคนหนึ่งของวงการจิตวิทยา เป็นผู้ให้แนวคิดทฤษฎี "แรงขับ" ซึ่งกล่าวไว้ว่า

    "แรงขับ หรือ แรงผลักดัน" (Drive) จากจิตไร้สำนึก ทำให้มนุษย์เรามีการกระทำต่างๆเกิดขึ้น

    ฟรอยด์ กล่าวว่าจิตใจของเราเปรียบเสมือนภูเขาน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในทะเล มีส่วนพ้นน้ำเพียงนิดเดียว ซึ่งส่วนที่พ้นน้ำนี่แหละ คือ "จิตสำนึก" คือ จิตใจที่เรารู้ตัว มีความนึกคิดไหลผ่านอยู่เสมออย่างรู้ตัว ซึ่งเป็นส่วนของจิตใจเพียงซีกเล็กๆเท่านั้น ในขณะที่จิตใจส่วนที่เป็นดั่งภูเขาน้ำแข็งที่จมอยู่ในทะเลอันมหึมานั้น คือ "จิตใต้สำนึก" และ"จิตไร้สำนึก"


    แรงขับ ทางจิตไร้สำนึกนั้นคือ "สัญชาติญาณ" ที่มนุษย์ทุกคนพยายามจะเก็บมันไว้ในส่วนลึก เพราะ มันขัดต่อ "ศีลธรรม" แต่มนุษย์ก็ไม่มีวันที่จะลบสัญชาติญาณนี้ออกไปได้ แรงขับทางสัญชาติญาณทำให้มนุษย์คิด รู้สึก และกระทำสิ่งต่างๆอัติโนมัติโดยไม่รู้ตัว

    ฟรอยด์ กล่าวไว้ว่าแรงขับที่สุดของสิ่งมีชีวิตคือ แรงขับทางเพศ" การที่สิ่งมีชีวิตต้องมีการกินอาหาร ขับถ่าย พักผ่อน หรือความก้าวร้าวเพื่อต่อสู้ ก็เพื่อการดำรงไว้ซึ่งสายเลือดของตน กล่าวได้ว่ามนุษย์ก็มีสัญชาติญาณเหล่านี้อยู่ในจิตไร้สำนึกของตนเองโดย ธรรมชาติทุกคน การ์ตูนที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ และ ความรุนแรง จึงมีแรงดึงดูดอย่างมากที่ทำให้ผู้อ่านสนใจ

    จากทฤษฎีของนักจิตวิทยาดังข้างต้น ทำให้เราสามารถใช้ทฤษฎีเหล่านี้เพื่อศึกษาความต้องการของ กลุ่มเป้าหมาย แล้วใช้ "สื่อการ์ตูน" ทำการจูงใจ


    ----------------------------------
    วิธีสร้างความดึงดูดใจให้มีผลต่อการจูงใจ




    1. ใช้ความเป็นจริง


    (ตัวอย่าง : จอมเก บลูส์ การ์ตูนที่มีเนื้อหาในโรงเรียนที่เป็นสถานที่คุ้นเคยของกลุ่มผู้อ่าน)


    คือ สิ่งที่เห็นได้ตามความเป็นจริง มีตัวตน สามารถรู้สึกได้ว่าเกิดขึ้นจริง เช่น เราห้ามคนทำชั่ว เพราะมีกฏหมายบ้านเมืองลงโทษ จะได้ผลมากกว่าการขู่ว่าเขาจะตกนรก ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าไม่ควรเขียนการ์ตูนให้เวอร์กว่าความเป็นจริงแต่ หมายถึง ประเด็นที่เราหยิบมาเล่านั้นถ้าอ้างอิงจากสภาพความเป็นจริง จะเป็นที่สนใจในสังคมนั้นมากกว่าการ์ตูนที่เกี่ยวกับเรื่องอื่นๆ

    ตัวอย่าง 1

    การเขียนการ์ตูนเกี่ยวกับเพื่อนร่วม ห้องเรียนเดียวกันที่มีเนื้อหาอยู่ในโรงเรียนเดียวกัน ย่อมเป็นที่น่าสนใจสำหรับเพื่อนร่วมห้องมากกว่าการ์ตูนแฟนตาซีที่มีตัวละคร ที่ไม่เกี่ยวข้องกับห้องเรียน (กลุ่มเป้าหมาย เพื่อนในห้องเรียน)


    ตัวอย่าง 2

    การเขียนการ์ตูนเกี่ยวกับอาหารหรือการ ท่องเที่ยวในประเทศไทย จะมีโอกาสประสบความสำเร็จทางการตลาดในไทยมากกว่าการ์ตูนที่เกี่ยวกับสงคราม พลังจิต (กลุ่มเป้าหมายเฉลี่ยโดยรวมทุกวัย ทั้งเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ในประเทศไทย)



    2.ใช้ความแปลกใหม่



    (ตัวอย่าง : Neon Genesis Evangelion การ์ตูนที่มีความแปลกใหม่ในหลายๆด้าน จนทำให้เป็นที่กล่าวขาน)


    คนย่อมให้ความสนใจกับของแปลกใหม่ มากกว่าของที่คุ้นเคย ชินตา เพื่อจูงใจให้ผู้อ่านอยากลอง อยากสัมผัส อยากได้ แบ่งเป็นการใช้ความแปลกใหม่ของประเด็นเนื้อเรื่อง กับ ความแปลกใหม่ของตัวละครหลัก

    ตัวอย่าง ที่ 1

    สมมติว่ากระแสการ์ตูนวัยรุ่นชาย ปัจจุบัน นิยมการ์ตูนหุ่นยนต์บู๊ล้างผลาญที่หยิบประเด็นเกี่ยวกับ"การพิทักษ์ความถูก ต้อง" ถ้าจะทำให้เป็นที่สนใจต้องหยิบประเด็นที่แปลกใหม่ เช่น เสนอประเด็นเกี่ยวกับ "มุมมองของตัวร้ายที่มีต่อความถูกต้อง"เป็นประเด็นดำเนินเรื่องหลัก

    ตัวอย่าง ที่ 2

    สมมติว่ากระแสการ์ตูนวัยรุ่นหญิง ปัจจุบันนิยมการ์ตูนชายรักชาย พระเอกฝ่ายรุกมาดเท่ห์ ขรึม ใจร้าย นิยมหยิบประเด็นเกี่ยวกับรักในวัยเรียน ถ้าจะทำให้เป็นที่สนใจอาจจะใช้วิธีหยิบคาแร็กเตอร์พระเอกฝ่ายรุกแบบแปลกๆที่ไม่เคยมีคนใช้มาก่อน

    * ข้อควรระวัง ความแปลกใหม่ ทำใหคนสนใจในระยะต้น จดจำการ์ตูนเราได้แต่ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะชื่นชอบการ์ตูนของเราทันที ถ้าจะให้ชื่นชอบในระยะยาวต้องใช้ความแปลกใหม่ที่วิเคราะห์ผลทางการตลาดอย่างแม่นยำ



    3. ใช้ความเคลื่อนไหว

    (ตัวอย่าง : One piece การ์ตูนให้ความรู้สึกถึงความเคลื่อนไหวในทั้งลายเส้นและเนื้อเรื่อง)


    สิ่งที่มีความเคลื่อนไหวจะได้รับความสนใจกว่าสิ่งที่อยู่นิ่งๆ เช่น อะนิเมชั่นจะเป็นที่สนใจมากกว่าภาพนิ่ง หรือการใช้ป้ายโฆษณาสินค้าติดไฟหลายๆสีในหัวข้อการใช้ความเคลื่อนไหวให้เป็นที่สนใจโดยปกติจะเกี่ยวข้องกับเทคนิคทางการโปรโมต

    ในกรณีของการใช้ความเคลื่อนไหวเพื่อ ดึงดูดความสนใจในการ์ตูนจะเป็นเรื่องเทคนิกการกำกับภาพเป็นหลัก เช่น การวาดการ์ตูนสำหรับเด็ก เด็กมีความสามารถในการรับรู้ที่น้อย ทำให้หวั่นไหว สงสัย สนใจในสิ่งที่เคลื่อนไหวไปมามากกว่าอยู่นิ่งๆ ดังนั้นการ์ตูนสำหรับเด็กส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การผจญภัย เคลื่อนไหว ทำสิ่งต่างๆ พวกเด็กๆจะชอบเรื่องแบบนี้มากกว่าเรื่องเกี่ยวกับตัวละครที่คิดอะไรเงียบๆ

    นอกจากนี้สำหรับการ์ตูนทั่วไป การที่ตัวละครต่างๆในการ์ตูนมี "ภาษากาย" อย่างชัดเจน ขยับไปมาตามนิสัย จะดึงดูดให้สนใจมากกว่าการให้ตัวละครแข็งทื่อ คุยกันโดยเห็นแค่หน้าตา กับครึ่งตัว มันเป็นเรื่องของการใช้มุมกล้องน่ะแหละนะ



    4. ใช้ความรุนแรง



    (ตัวอย่าง : ล่าอสูรกาย การ์ตูนที่วาดฉากการทำลายล้างได้งดงามมาก)


    คนสนใจในสิ่งที่รุนแรง ดุร้าย หรือดูว่ามีลักษณะที่สาหัส เช่น เราจะสนใจอ่านหนังสือพิมพ์ ถ้าเห็นพาดหัวที่ดูตื่นเต้น รุนแรง กระตุ้นความรู้สึก หรือ เห็นว่าเป็นเรื่องร้ายแรงต่างๆ

    การหยิบยกประเด็นความรุนแรงมาใช้ให้ เป็นที่น่าสนใจเป็นประเด็นที่สามารถใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย สำหรับการ์ตูนสำหรับเด็ก ความรุนแรงเหล่านี้จะใช้ symbolic อื่นๆเพื่อลดความรุนแรงลง เด็กผู้ชายจะมีพลังในตัวเองมาก ดังนั้นกุศโลบายของผู้ทำการ์ตูนที่ดีจะออกแบบเนื้อเรื่องให้มีความรุนแรงใน แบบ "พิทักษ์ความยุติธรรม"หรือ "ทำตามความฝันโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อน"

    บางครั้งเราอาจนำเสนอภาพความรุนแรงอย่างสาหัสนั้นกับตัวร้ายในเรื่องก็ ได้ ผู้อ่านจะมีความรู้สึกได้ระบายความเครียด "สะใจ" "สมใจ" การระบายความเครียดทางการ์ตูน ทำให้พวกเค้าลดความเครียดในชีวิตประจำวันได้ แต่อย่างไรก็ตามผู้ผลิตควรใช้เทคนิกความรุนแรงไปในทางที่สร้างสรรค์นะ ถ้ามีข่าวฆ่ากันตายเพราะการ์ตูนเราเป็นเหตุนี่คงไม่ดีแน่ๆ

    ละครหลังข่าวมักจะดึงดูด้วยการโฆษณา ฉากยิงกัน กับ ฉากนางอิจฉาตบกันการ์ตูนก็คล้ายๆกันนี่แหละชอบฉากระเบิด ชกต่อย บาดแผล เลือด ความตาย ความสูญเสีย โศกนาฎกรรม



    5. ใช้ความสงสัย

    (ตัวอย่าง : โคนัน การ์ตูนสืบสวนที่ทิ้งปมปริศนาได้น่าติดตาม)



    มนุษย์เป็นลักษณะของสัตว์สังคม จึงมีความสนใจ ใคร่รู้ สงสัยในปัญหาต่างๆเสมอ มนุษย์จะพยายามหาหนทางแก้ไขความสงสัยนี้(ด้วยการซื้อการ์ตูนเราตอนต่อไป) การให้สารเพื่อการจูงใจอาจใช้วิธีทิ้งท้ายไว้ให้กระวนกระวายใจใคร่รู้ ซึ่งจะก่อให้เกิดความสนใจมากกว่าการให้ข่าวสารทั้งหมด

    สำหรับ การ์ตูนก็จะเป็นการผูกปมปริศนาและทิ้งไว้ในเรื่องให้สงสัย แต่ก็ต้องระวังจะทิ้งปมปริศนาที่มากเกินไปจนไม่เป็นรูปธรรมนะ เดี๋ยวจะกลายเป็นการ์ตูน abstract ไม่มีใครอ่านรู้เรื่องไปซะนี่

    เทคนิกการทำให้เกิดความสงสัย ปกติจะใช้วิธี "ทำลายสามัญสำนึกทิ้ง" เช่น เพื่อนรักของตัวเอกที่โศกเศร้ามาโดยตลอดในเรื่อง(ผู้อ่านจดจำได้ว่าตัวละคร นี้เศร้าๆ) ปรากฏว่าตอนต่อไปตัวละครนั้นกลับร่าเริงอย่างถึงขีดสุด ส่งผลให้ตัวละครอื่นๆในเรื่องเกิดความตกใจและสงสัย"เกิดอะไรขึ้น"


    คุณคิดว่าเกิดอะไรขึ้น?


    ผู้อ่านอาจจะเดาการ์ตูนของคุณค้วย "สามัญสำนึก" ของเขาเองว่า "คงต้องเจอเรื่องที่ทำให้เค้ามีความสุขมากๆแน่เลย"



    ..........................


    ตัวละครที่โศกเศร้านั้นร่าเริงอย่าง ถึงขีดสุดได้เนื่องจาก "ได้ฆ่าแม่ของตนเองกับมือในรุ่งเช้าของวันนั้น"


    นี่เป็นตัวอย่างของการทำลายสามัญสำนึกนะ แต่จริงๆไม่ต้องโหดแบบนี้ก็ได้

    คงมีคำถามต่อสินะ "ทำไม !?"..................

    ลองฝึกคิดดู การ์ตูนแนวสืบสวนคิดยาก แต่มีโอกาสขายได้เป็นอย่างดี

    ป.ล. ทิ้งปมไว้แล้วควรจะต้องคลายปมได้อย่างกระจ่างสมบูรณ์ด้วยนะ คิดซับซ้อนมากไปคลายปมแบบมั่วๆเบลอๆจะถูกบรรณาธิการกับคนอ่านสับเอา เกี่ยวกับเทคนิกวิชาคลายปมจะเขียนในบทหลังๆ เชื่อเหอะ มีนักเขียนการ์ตูนดังๆชั้นเซียนหลายเรื่องที่ผูกปมโดยไม่ได้คิดคลายปมแต่แรก แล้วค่อยๆคิดหลังๆ มั่วจนเนียนได้ แบบนี้แหละถึงจะเรียกว่าเซียนจริง !!




    6. ความขัดแย้ง


    (ตัวอย่าง : Elfen lied การ์ตูนที่มีเนื้อหาขัดแย้งกัน แต่ทำให้มีความน่าสนใจ)


    คนเรามักจะสนใจความขัดแย้งมากกว่าการคล้อยตาม เช่น คนชอบไปมุงดูคนเขาตีกันชอบอ่านบทความโจมตีรัฐบาลในหนังสือพิมพ์ หรือ ชอบดูการต่อสู้แข่งขัน ฉะนั้นการใช้ลักษณะข้อนี้มาเป็นสิ่งดึงดูดให้เกิดความสนใจจึงใช้ได้ดีเสมอ


    ทำไมคนเราชอบและสนใจความขัดแย้ง

    ความขัดแย้งทำให้ผู้อ่านสามารถตอบคำถามที่สงสัยในตัวเองได้ ว่าจะเลือกเป็นฝ่ายใดในความขัดแย้งนั้น เช่น ระหว่างการประสบความสำเร็จในกีฬา แต่จะต้องสูญเสียคนรัก เราจะเลือกอะไร ความขัดแย้งเกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเสมอและความขัดแย้งของธรรมชาติรอบตัวเรา นี่แหละที่ทำให้สิ่งมีชีวิตเกิดการพัฒนาตัวเอง


    การใช้ความขัดแย้งในการ์ตูน แบ่งเป็น


    1) ตัวละครขัดแย้งกับตัวละคร

    มีตัวละครที่นิสัยร่าเริง พูดมาก ก็ต้องมีตัวละครนิสัยเงียบเชียบ ปากรูดซิบ การทำให้พวกเขามาเจอกันจะทำให้เกิดความขัดแย้งที่ชัดเจน ตัวละครในเรื่องจะดูส่งเสริมกัน ทำให้นิสัยชัดขึ้นและน่าสนใจมากกว่าการให้ตัวละครร่าเริง พูดมาก 2 คนอยู่ด้วยกัน


    2)ตัว ละครขัดแย้งกับประเด็นในเรื่อง

    ประเด็นของเรื่อง คือ การต่อสู้เลือดสาด โหดร้าย อำมหิต ฆาตรกรรม แต่ใช้ตัวเอกเป็นเด็กผู้หญิงน่ารักใสซื่อจะดูน่าสนใจกว่าตัวเอกเป็นผู้ชาย หน้าตาโหดเหี้ยม


    3)ประเด็น ในเรื่องขัดแย้งกับประเด็นในเรื่อง

    ประเด็นของเรื่อง คือ การช่วยเหลือกันทำให้นำมาซึ่งความรักและสันติภาพ แต่ในเรื่องเดียวกันนี้กลับมีประเด็นซ้อนขึ้นมาอย่างขัดแย้งว่า การกระทำที่ช่วยเหลือกันเช่นนั้น กำลังทำให้นำไปสู่สงครามอย่างไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ ตัวเอกจะสับสนในกลางเรื่องว่าสิ่งที่เรากำลังทำมาทั้งหมดเป็นการทำลายชีวิต งั้นหรือ ลักษณะความขัดแย้งทางประเด็นลักษณะนี้จะเป็นที่น่าสนใจกว่า ประเด็นที่ดูคล้อยตามและส่งเสริมกันในเรื่อง เช่น การช่วยเหลือกันนำมาซึ่งความรักและสันติภาพ และการช่วยเหลือกันก็นำมาซึ่งมิตรภาพด้วย

    ความ ขัดแย้ง เกิดจาก จุดยืนที่ต่างกันของแต่ละบุคคล คนเราไม่มีวันคิดเหมือนกันหมดทุกคนได้ ขอให้จำไว้ว่า ไม่สามารถทำได้ (แน่นอนเซียนการ์ตูนสุดๆให้ตายยังไงก็ไม่มีวันทำให้ทุกคนชอบการ์ตูนของเรา ทุกคนได้)

    ผู้สร้างงานการ์ตูนที่ชำนาญจะมีความเข้าใจในแต่ละฝ่ายที่กำลังขัดแย้งกันอย่างลึกซึ้งราวกับ ว่าแต่ละฝ่ายนั้นไม่มีใครผิดใครถูก ซึ่งทำให้การ์ตูนของเราครอบคลุมเป้าหมายทั้งผู้อ่านที่สนับสนุนจุดยืนหลัก ของเรื่อง และผู้อ่านที่สนับสนุนจุดยืนที่อยู่ตรงข้ามกัน

    หมายเหตุ สำหรับการ์ตูนเด็กควรใส่ความขัดแย้งในระดับพอเหมาะ เพราะถ้าขัดแย้งมากเกินไป เด็กจะรู้สึกว่า "ไม่ได้ดั่งใจ" "ทำลายความฝัน" โดยปกติการ์ตูนเด็กจึงมักคลายปมขัดแย้งไปในทางที่ดีและมีความสุข แต่ในกรณีการ์ตูนวัยรุ่น - ผู้ใหญ่จะสามารถสร้างความขัดแย้งได้ตามใจชอบ แล้วแต่ว่าการ์ตูนของเราจะเป็นแนว positive (มองโลกแง่ดี)หรือ แนว negative (มองโลกแง่ร้าย)

    ความขัดแย้งจะไม่มีคำตอบที่ถูกต้อง ไม่มีใครผิดใครถูก แต่อยู่ที่ว่าเรื่องราวจะลงเอยด้วยดีหรือร้ายในความรู้สึกเราเท่านั้นเอง




    7. ความใกล้ชิด


    (ตัวอย่าง : โดราเอมอน การ์ตูนที่ตัวละครใช้ชีวิตในวัยเรียนอย่างที่เราคุ้นเคย)


    สิ่งใด ที่อยู่ใกล้ตัวเรา เรามักให้ความสนใจมากกว่าสิ่งไกลตัว หรือเป็นสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเรา เช่น การ์ตูนเกี่ยวกับชีวิตของแม่ค้าลำไย จะเป็นที่น่าสนใจน้อยสำหรับเด็กผู้ชายในวัยเรียนประถมปลาย ซึ่งพวกเขาจะสนใจการ์ตูนเกี่ยวกับเด็กประถมปลายที่มีพลังวิเศษมากกว่า เพราะรู้สึกว่าเกี่ยวกับตัวพวกเขามากกว่า

    จะเขียนการ์ตูนให้ใครอ่าน ก็ต้องเลือกประเด็นที่มีความใกล้ชิดกับตัวผู้อ่าน โดยต้องออกแบบให้มีความใกล้ชิดสมจริงกลุ่มเป้าหมาย ไม่ควรคิดเอาเองหรือมองเพียงผิวเผิน "ถ้าเขียนการ์ตูน เป้าหมายก็ต้องเป็นเด็กไทย งั้นเขียนเรื่องเด็กที่เป็นฮีโร่ปราบเหล่าร้ายที่มีชื่อว่า ขบวนการม้าก้านกล้วยแมนดีกว่า" ตัวอย่างนี้เป็นลักษณะของการที่กวาดตามองตลาดแต่เพียงผิวเผินเท่านั้น ในความเป็นจริงเราต้องคำนึงอย่างมากว่า "เรากำลังเขียนให้ใครอ่านอยู่"

    ตัวอย่าง สมมติว่ามีการ์ตูนไทยเรื่อง ขบวนการม้าก้านกล้วยแมน จะมีโอกาสประสบความสำเร็จทางอะนิเมชั่นมากกว่ามังกะ เนื่องจากรายการการ์ตูนเด็กแบบนี้ เด็กๆที่มีโอกาสได้ดูการ์ตูนน้อยจะสามารถรับมันได้ ในขณะที่มังกะจะมีกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้อ่านที่คุ้นเคยกับการ์ตูนญี่ปุ่น มากกว่า (ผู้อ่านมังกะส่วนใหญ่ในประเทศไทยที่มีแรงซื้อสูงเป็นวัยรุ่นถึงผู้ใหญ่ตอนต้น) กล่าวได้ว่ากรณีพล็อตสำหรับมังกะเรื่อง ม้าก้านกล้วยแมนจะไม่สามารถประสบความสำเร็จในธุรกิจมังกะของประเทศไทยได้เลย

    เราจะเห็นได้ว่าการ์ตูนล้อเลียน การ์ตูนญี่ปุ่นในตลาดการ์ตูนใต้ดิน(โดจิน) จะขายดีกว่าการ์ตูนที่แต่งเนื้อเรื่องใหม่ทั้งหมด (Original) เนื่องจากผู้ซื้อในตลาดโดจินจะรู้สึกใกล้ชิดคุ้นเคยกับการ์ตูนญี่ปุ่นที่ผู้สร้างงานโดจินนำมาล้อเลียนอยู่แล้ว

    เทคนิกการนำหลัก"ความใกล้ชิด"มาใช้ใน การทำให้การ์ตูนเราเป็นที่น่าสนใจ ก่อนอื่นเลยจะต้องทำการบ้านหาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนว่า "เราจะทำให้ใครอ่าน" โดยปกติการเขียนการ์ตูนในประเทศไทย ตีพิมพ์ในไทย และขายในประเทศไทย จะต้องทำให้กลุ่มผู้อ่านที่เป็น "คนไทย" อย่างแน่นอน แต่ว่ากลุ่มเป้าหมาย "คนไทย" นี่สุดจะกว้างเลย........

    ถ้าไม่ได้ทำการ์ตูนใต้ดินแต่อยากทำ การ์ตูนบนดิน ก็จะสาหัสกว่าการ์ตูนญี่ปุ่นหน่อย เพราะการ์ตูนในประเทศญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่คนทุกชนชั้นสามารถคุ้นเคยกับมันอยู่ แล้วแถมยังมีแบบอย่างจากการ์ตูนของคนญี่ปุ่นรุ่นก่อนๆที่เขียนดีๆมาแล้วด้วย แล้วจะทำยังไงน่ะเหรอ ก็เอา ชีวิตจริงที่เราอยู่มาเขียนสิ !!

    ผู้สร้างงานการ์ตูนที่มีความชำนาญจะ สามารถจดจำเรื่องราวรอบตัวเราในชีวิตจริง แล้วถ่ายทอดออกมาโดยราวกับว่าเป็นกล้องวิดีโอบันทึกภาพความทรง จำเลยทีเดียว ผู้เขียนบางคนเลือกที่จะเขียนเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์จริงของเขา ซึ่งเป็นวิธีที่ดีมากเพราะจะทำให้มีความสมจริงมาก เช่น เคยไปเที่ยวหาดบางแสนแล้วสนุก ก็เลยกลับมาเขียนเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับหาดบางแสน ผู้อ่านจะสามารถคล้อยตามเราได้เพราะหาดบางแสนอยู่ในประเทศไทย ทั้งนี้เรื่องเกี่ยวกับการคล้อยตามได้มากน้อยต่างกันจะขึ้นอยู่กับฝีมือใน การกำกับภาพด้วย

    การ์ตูนแฟนตาซีเป็นจะใช้การหาข้อมูล ตามโลกความเป็นจริงน้อย คนอ่านรู้สึกว่าเป็นเรื่องไกลตัว ไม่เกี่ยวกับเรา ทำให้คล้อยตามได้ยาก ต้องใช้เวลาในการปูเรื่องให้ผู้อ่านคล้อยตามมากกว่าการ์ตูนแนวอื่นๆ ดังนั้นการจะเพิ่มส่วนที่ทำให้ "อิน"ง่ายขึ้น ควรจะเพิ่มเรื่องราวสังคมวัฒนธรรมบ้านเราเข้าไปในการ์ตูนแฟนตาซีนั้น เช่น ตัวละครมังกรในเรื่องชอบกินแกงเขียวหวาน อันนี้ตัวอย่างโจ๊กๆนะ ข้อสำคัญสุดๆเวลาเพิ่มเรื่องราวทางสังคมวัฒนธรรม ให้ ดูกระแสนิยมเด็ก - วัยรุ่น - ผู้ใหญ่ตอนต้น ด้วย ว่าเค้ากำลังฮิตและไม่ฮิตอะไรกัน เพราะถ้าใส่สิ่ง"เชยสุดๆ"เข้าไปในการ์ตูนแฟนตาซี อาจจะได้การ์ตูนที่เน่าสนิทเลยก็เป็นได้ การจะทำงานเกี่ยวกับศิลปะพาณิชย์นี่ต้องทันสมัยด้วยนะเออ


    ควรฝึกออกแบบสิ่งต่างๆใน การ์ตูนให้อินเทรนด์อยู่เสมอนะ




    8. ความสนิทสนม

    (ตัวอย่าง : Black Jack หมอปิศาจ การ์ตูนการแพทย์ที่สะท้อนใจมนุษย์ เพื่อน คนรัก ครอบครัว)


    คล้ายๆกับข้อข้างบน แต่ไม่เหมือนกันซะทีเดียว คนเรามักให้ความ สำคัญกับสิ่งที่เราใกล้ชิด คลุกคลี มีส่วนร่วม เช่น ถ้าจะเชิญชวนให้คนไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคระบาดโดยแนะว่าจะมีผลไปถึงความปลอดภัยของคนในครอบครัว คนจะกระตือรือร้นมากกว่าการบอกว่าทำเพื่อประเทศชาติ

    การ์ตูนที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ "เพื่อน" "คนรัก" "ครอบครัว" จะเป็นที่เข้าใจได้ง่ายและรู้สึกร่วมได้ง่าย การ์ตูนแนวครอบครัวจึงเป็นที่สนใจในวงกว้าง

    การออกแบบพล็อตที่ต้องการกลุ่มเป้า หมายในวงกว้างที่สุดเท่าที่จะทำได้ จะเลือก ใช้ประเด็นเกี่ยวกับ เพื่อน คนรัก และครอบครัว เพื่อทำให้ผู้อ่านคล้อยตามได้ง่าย การเสนอประเด็นเกี่ยวกับเรื่องราวของคนที่สนิทสนมกับผู้อ่านจะทำให้ผู้อ่านสนใจ

    "ถ้าพ่อแม่ของเราตกอยู่ในสถานการณ์แบบ นี้บ้างล่ะ? เราจะทำยังไงกันนะ"

    "แฟนนางเอกคิดกับนางเอกเหมือนแฟนเรา เลย เค้าชอบมองว่าเวลาชั้นมีปัญหาอะไรชั้นกลับไม่พูด แต่ชั้นก็คิดแบบนางเอกนี่นาว่าถ้าพูดออกไปจะทำให้เค้าเสียใจ"

    ข้อควรระวัง การเสนอโดยใช้ประเด็นเกี่ยวกับคนที่สนิทสนมกับผู้อ่านควรมี ความสมจริงทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก เพราะถ้าเสนอออกมาโดยขัดต่อความเป็นจริงทางด้านอารมณ์ ความรู้สึก จะทำให้ผู้อ่านคล้อยตามได้ยาก ทำให้การเสนอประเด็นเกี่ยวกับความสนิทสนมไม่ได้ผลเท่าที่ควร




    9. ใช้ความดึงดูดทางเพศ


    (ตัวอย่าง : เนกิมะ คุณครูจอมเวทย์ การ์ตูนที่มีสาวน้อยน่ารักๆเยอะมาก)


    ความดึงดูดทางเพศ คือ ความงามของเพศตรงข้าม ผู้ที่เขียนการ์ตูนอย่างชำนาญจะสามารถแสดงความงดงามของเพศหญิง หรือ เพศชาย ในเรื่องให้ดึงดูดผู้อ่านที่เป็นเพศชาย และ หญิง ได้


    การใช้ความดึงดูดทางเพศในการ์ตูนแบ่งเป็น


    1) ตัวละครมีความดึงดูดทางเพศ

    รวมคุณสมบัติที่แสนเลิศเลอที่จะกระชากใจหนุ่มๆสาวๆไว้ได้ไม่ยากเย็น แม้จะเอามายำกันด้วยเนื้อเรื่องที่จืดจางแค่ไหน แค่เห็นตัวละครเหล่านี้ขยับไปมาก็เป็นสุขกันแล้วล่ะ เหมือนการได้ดูดารา


    2)เนื้อเรื่องมีความดึงดูดทางเพศ

    เรื่องทางเพศใครๆสงสัย สนใจ ให้ใส่พอเหมาะ หรือใส่แบบแฝงๆ ใส่อย่างมีศิลป์ หลีกเลี่ยงการตะบันใส่ในกรณีไม่อยากเป็นการ์ตูน H (Hentai)


    ดูกระแสปัจจุบันด้วยนะ ว่าคาแร็กเตอร์แบบไหนกำลังนิยม





    10. ใช้อารมณ์ขัน



    (ตัวอย่าง : เครยอน ชินจัง การ์ตูนตลกที่ใครๆก็ชอบอ่าน)


    คนทั่ว ไปจะพอใจพูดคุยกับคนที่มีอารมณ์ขัน หรือฟังเรื่องเบาๆ มากกว่าเรื่องราวที่มีเนื้อหาสาระมากเกินไป ดังนั้น การจูงใจอาจใช้เรื่องตลกขบขันหรือเรื่องเบาๆมาเป็นเครื่องช่วยชักจูงความ สนใจของผู้ฟัง นอกจากนี้การใช้เรื่องตลกขบขันยังมีผลให้เกิดความจำและเข้าใจได้ดีด้วย

    เรื่อง ตลกจำเป็นอย่างมากที่จะใช้จูงใจคนให้สนใจอ่านการ์ตูนของเราตั้งแต่ต้นจนจบ เรื่อง การ์ตูนที่มีตลกใส่อยู่จะอ่านง่าย เข้าใจง่าย ใครๆอ่านก็หัวเราะ จิตใจผ่องใส ดีไม่ดีพวกเขาจะชวนเพื่อนๆให้ติดตามการ์ตูนนั้นๆด้วยอีกตะหาก "ฮาสุดๆ ตอนนี้ ลองอ่านดูสิ" เรื่องที่ทำให้หัวเราะได้ใครๆก็ชอบ

    การ์ตูนที่ฮากลิ้งไม่จำเป็นต้องมีแต่ ตลกอย่างเดียว การ์ตูนที่เครียดเศร้าเคล้า น้ำตาก็สามารถจะตลกได้ การใส่เรื่องตลกเบาสมองทำให้ผู้อ่านลดความเครียดเมื่อเจอเรื่องหนักๆใน การ์ตูน อย่างเวลาที่อยู่ในช่วงเนื้อเรื่องที่เครียดมากๆการใส่มุขตลกเบาสมองลงไป ผ่อนคลายจะทำให้ผู้อ่านรู้สึกราวกับได้รับคำปลอบใจ โดยเฉพาะใน การ์ตูนเด็ก - วัยรุ่น จะใช้เทคนิกการใช้อารมณ์ขันเช่นนี้อยู่เสมอ

    การ์ตูน ตลกเป็นการ์ตูนที่เขียนง่ายที่สุด แต่ส่วนที่ยากมันคือเขียนออกมาแล้วคนเขาจะขำหรือไม่เนี่ยสิปัญหา การ์ตูนตลกเป็นการ์ตูนพื้นฐานที่สุดของมนุษย์ ถ้าใครเขียนการ์ตูนตั้งแต่เด็กๆจะจำได้ว่า การ์ตูนที่เด็กๆวาดจะเป็นเรื่องราวเกินจริง โอเวอร์ สนุกสนาน ตลกขบขัน อยู่เสมอ (แม้ว่าผู้ใหญ่หรือเพื่อนจะไม่ตลกด้วย แต่อย่างน้อยเราที่เป็นคนเขียนก็รู้สึกว่ามันตลก) ดังนั้นจึงบอกได้ว่ามนุษย์ทุกคนนั้นมีความสามารถในการถ่ายทอดเรื่องตลกและเบา สมองในรูปแบบของตัวเองทุกคน (ย้ำว่ารูปแบบตัวเอง) แต่การจะเขียนการ์ตูนให้ทุกคนขำกลิ้งได้นั้นต้องใช้ประสบการณ์

    แน่นอน เทคนิกการเขียนให้ขำจะกล่าวในภายหลัง สำหรับการวาดการ์ตูนตลก มุขอย่างเดียวไม่พอหรอก แต่อยู่ที่ฝีมือการกำกับภาพด้วย

    มุขตลก บางครั้งก็ใช้สำหรับลดความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นเมื่อเราเสนอประเด็นขัดแย้ง หรือที่เรียกกันว่า "มุขตลกเสียดสีสังคม" สิ่งที่เราจะนำมาเขียนในการ์ตูนบางครั้ง ถ้าเราเสนอลงไปตรงๆโต้งๆ อาจจะทำให้ผู้อ่านที่ไม่เห็นด้วยโกรธได้ เช่น การเขียนการ์ตูนแก๊กการเมือง การเขียนการ์ตูนล้อเพื่อน อย่างการ์ตูน 4 ช่องที่ประกอบบทความ Comics Director แห่งนี้ก็จัดเป็นมุขตลกเสียดสีเพื่อลดความรุนแรงในการนำเสนอ เช่นกัน

    มุขตลก บางครั้งก็เป็นการใช้สำหรับแนะนำเรื่องราวให้ผู้อ่านรู้สึกคุ้นเคยกับเรื่อง ราว และตัวละครในเรื่องแล้วจึงดึงสู่ประเด็นหลักที่เราต้องการนำเสนอในภายหลัง เราจะเห็นได้บ่อยว่าในการ์ตูน"โชเน็น"(การ์ตูนสำหรับเด็กผู้ชาย)ทั่วๆไปจะ เปิดเรื่องโดยทำเป็น ตลก - แอ็คชั่น ในช่วงแรกๆ อ่านแล้วฮาสุดๆ พอคนอ่านเริ่มชินเรื่องผู้เขียนจะดึงเข้าสู่ประเด็นความขัดแย้งที่ดูเครียด ขึ้น อาจจะมีมุขตลกน้อยลง เป็นการดึงคนอ่านเข้าสู่โลกของผู้เขียนอย่างสมบูรณ์

    มุขตลก บางครั้งก็ใช้ในการนำเสนอพล็อตที่แปลกใหม่มากๆ อย่างเช่น การ์ตูนกีฬาอเมริกันฟุตบอล ซึ่งดูเป็นเรื่องที่ไม่คุ้นเคยมากๆ พล็อตแปลกก็จริง แต่ยังไม่ชวนให้อ่านมากนักเว้นแต่คนที่สนใจอเมริกันฟุตบอลแต่เดิม การขยายตลาดให้กว้างขึ้นจึงต้องใช้เรื่องราวที่ตลกสนุกสนานเข้ามาช่วยในการ ถ่ายทอดเรื่องราว ซึ่งถ้าเสนอออกมาแบบจริงจัง เครียด ตั้งแต่เริ่มต้น คนที่ไม่สนใจอเมริกันฟุตบอลเลย ก็จะแทบไม่แตะต้องการ์ตูนนั้นเลย เพราะอย่างน้อยถ้ามันเป็นเรื่องตลกให้หัวเราะ พวกเขาที่ไม่สนใจตัวกีฬาก็จะสามารถอ่านเอาความตลกได้และเมื่อซึมซับเรื่อง ราวที่สอดแทรกไว้ก็จะทำให้คล้อยตามได้ไง

    ฝึกเขียน เรื่องตลกให้ชำนาญไว้จะได้เปรียบมาก



    11. ใช้ความกลัว


    (ตัวอย่าง : รวมเรื่องเขย่าขวัญของ จุนจิ อิโต ปรมาจารย์การ์ตูนสยองขวัญ)


    การสร้างข่าวสารในลักษณะที่ทำให้ผู้ รับเกิดความกลัว ทำให้ผู้รับสนใจมาก เพราะความ กลัวเกิดจากความไม่รู้ คนเราจะพยายามขจัดความกลัวด้วยการพยายามหาคำตอบ ความรู้สึกกลัวเป็นความรู้สึกที่รุนแรงมากของมนุษย์

    เราจะเห็นได้ว่า ทั้งๆที่ บางคนก็กลัวแต่ก็ชอบดูหนังผี

    คนเรา ชอบเรื่องที่ดูตื่นเต้นคาดเดาไม่ได้

    สำหรับการ์ตูนสยองขวัญ เรื่องผี วิญญาณ ที่น่ากลัวมากๆ อ่านแล้วขนหัวลุกแม้ว่ามันอาจจะทำให้ผู้อ่านที่เคยอ่านนั้นกลัวจนไม่กล้า หยิบมาอ่านซ้ำแล้วซ่อนมันไว้ใต้สุดของชั้นหนังสือเลยก็ตาม ผู้อ่านก็จะยากที่จะลบภาพที่น่ากลัวนั้นออกไปได้ ทำให้ติดตา กระวนกระวาย พยายามหาทางแก้ไข ซึ่งอาจจะพยายามอ่านตอนต่อ ไปที่ผู้เขียนได้เขียนทางออกไว้ เช่น ตัวเอกปราบผีได้สำเร็จ และอาจจะนำเรื่องผีๆเหล่านี้ไปเล่าสู่กันฟังปากต่อปากเพื่อท้าทายความกล้า ของเพื่อนได้ วิธีเหล่านี้จัดเป็นการใช้ประโยชน์จากความกลัวทั้งสิ้น

    กลุ่มเป้าหมายที่มีความสามารถในการรับ รู้ไม่มาก เช่น เด็ก หรือ กลุ่มเป้าหมายที่ อยู่ในสังคมที่มีความเชื่อเรื่องผีสางเทวดามากๆ จะสนใจเรื่องราวแบบนี้มาก เราจะเห็นว่า

    เรื่องผีจะจับกลุ่มตลาดได้กว้างมากใน บ้านเรา


    -----------------------------------------

    วิธีการพล็อตเรื่องให้โดนท่ามกลางสังคมวัฒนธรรมประเทศไทย



    (ตัวอย่าง : นินจาคาถา การ์ตูนที่ฮิตติดลมบนบ้านเราสุดๆ)



    - เริ่มต้นให้พิจารณาว่าเราจะจับกลุ่มเป้าหมายใดบ้าง เราอยากให้ใครอ่านบ้าง ถ้าต้องการขยายตลาดวงกว้างมากๆ ให้เลือกประเด็นที่มีความเป็นสากลสูง เช่น ตลก - ครอบครัว พยายามมองว่า เรื่องอะไรทำตลาดได้ เรื่องอะไรทำตลาดไม่ได้ ควรวิเคราะห์ให้ละเอียดที่สุด เพราะ เรื่องเกี่ยวกับ พล็อตที่ทำตลาดไ


    _________________


    Uploaded with ImageShack.us

    Get chance and luck!!

      เวลาขณะนี้ Sun Dec 11, 2016 4:58 pm